ภาษีย้อนหลัง คือ การที่กรมสรรพากรเรียกเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา หรือภาษีประเภทอื่น ๆ เพิ่มเติมจากปีภาษีที่ผ่านมา ซึ่งการเก็บภาษีย้อนหลังจะเกิดจากคนที่มีรายได้ยื่นข้อมูลไม่ถูกต้อง ยื่นไม่ครบ หรือมีรายได้บางส่วนที่ยังไม่ได้เอามาคำนวณเพื่อเสียภาษีให้ถูกต้องตามกฎหมาย
ดังนั้นในบทความนี้เราจะพาเพื่อน ๆ มาทำความเข้าใจที่มาภาษีย้อนหลังและวิธีจัดการกับภาษีให้เป็นระบบ เพื่อให้สามารถชี้แจงและชำระภาษีได้อย่างถูกต้องครับ
ภาษีย้อนหลังเกิดขึ้นได้อย่างไร และมีสาเหตุมาจากอะไรบ้าง?
การถูกเรียกภาษีย้อนหลัง ส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะการหนีภาษี แต่เกิดจากที่เราไม่รู้รายละเอียดที่ชัดเจน ซึ่งสรรพากรมีระบบการตรวจสอบข้อมูลที่ทันสมัยและเชื่อมโยงกันมากขึ้น ทำให้สามารถตรวจความคลาดเคลื่อนได้ง่าย
โดยเฉพาะกลุ่มคนที่กำลังวางแผนบริหารจัดการเงินที่ซื้อบ้านเดี่ยว หรือที่อยู่อาศัยเพื่อใช้สิทธิลดหย่อนภาษี ถ้าจัดการเอกสารรายได้ไม่สอดคล้องกันก็อาจทำให้ถูกตรวจสอบได้ และยังมีสาเหตุยอดฮิตที่ทำให้คนโดนเรียกภาษีย้อนหลังดังนี้ครับ

1. การยื่นรายได้ไม่ครบถ้วนหรือยื่นข้อมูลคลาดเคลื่อน
อีกหนึ่งสาเหตุที่พบบ่อยที่สุด คือการเปลี่ยนงานหรือย้ายงานระหว่างปี แล้วยื่นรายได้เฉพาะจากที่ทำงานล่าสุดแค่ที่เดียว ทำให้รายได้จริงที่แจ้งขาดหายไป นอกจากนี้ สำหรับคนที่มีรายได้หลายช่องทาง เช่น งานฟรีแลนซ์ ขายของออนไลน์ กลุ่มค่าเช่าหรือเงินปันผล แต่ถ้ายื่นภาษีเฉพาะส่วนเงินเดือนประจำ ก็ถือเป็นจุดสำคัญที่ทำให้ถูกตรวจสอบย้อนหลังได้ครับ
2. ความเข้าใจผิดเรื่องเกณฑ์รายได้ที่ต้องยื่นแบบภาษี
หลายคนอาจเข้าใจผิดว่าถ้ารายได้ “ไม่ถึงเกณฑ์ที่ต้องจ่าย” ก็ไม่จำเป็นต้องยื่นเสียภาษีแบบแสดงรายการ แต่ในความเป็นจริง กฎหมายกำหนดให้คนที่มีรายได้ถึงเกณฑ์ขั้นต่ำ ก็ต้องมีหน้าที่ยื่นแบบ ถึงแม้จะไม่มีภาษีต้องชำระก็ตามครับ
3. การใช้สิทธิลดหย่อนเกินจริงหรือไม่มีหลักฐานรองรับ
การใช้สิทธิลดหย่อนเพื่อช่วยแบ่งเบาภาระภาษีเป็นเรื่องที่ผู้เสียภาษีควรทำ แต่ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด ซึ่งปัญหามักเกิดจากการกรอกข้อมูลลดหย่อนเกินจริง หรือใช้สิทธิผิดเงื่อนไข เช่น การซื้อกองทุนแต่ระยะเวลาการถือครองไม่ครบตามกำหนดเวลา รวมไปถึงการไม่มีหลักฐานหรือเอกสารรองรับที่ชัดเจนเมื่อเจ้าหน้าที่ขอเรียกดูข้อมูล ซึ่งอาจส่งผลให้สิทธิ์นั้นถูกยกเลิกและต้องเสียภาษีเพิ่มพร้อมค่าปรับด้วยครับ
สรรพากรเอาข้อมูลมาจากไหน ทำไมถึงตรวจสอบเส้นทางการเงินของเราได้ชัดเจน?

หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมสรรพากรถึงตรวจสอบเส้นทางการเงินของเราได้ดีกว่าตัวเราเองอีก เพราะในยุคดิจิทัลแบบนี้อำนาจตามกฎหมายและเทคโนโลยีสามารถเชื่อมโยงถึงกันได้หมด ทั้งข้อมูลรายรับและรายจ่าย โดยน้อง “น่าอยู่” จะพามาดู 3 ช่องทางหลัก ๆ ที่สรรพากรใช้ตรวจสอบกันครับ
1. ระบบ Data Analytics และการเชื่อมโยงข้อมูลหัก ณ ที่จ่าย (50 ทวิ)
ปัจจุบันการตรวจสอบมีการใช้ระบบ Data Analytics เข้ามาวิเคราะห์เชิงลึกเพื่อตรวจสอบภาษีย้อนหลังด้วย ซึ่งถ้าหากใครมีรายได้ที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง หรือมีข้อมูลการใช้บริการ e-Service และการถูกร้องเรียนผ่านระบบสรรพากร ระบบจะวิเคราะห์และแจ้งเตือนทันทีว่ามีความเสี่ยงในการเลี่ยงภาษี
2. กฎหมาย e-Payment กับเกณฑ์การส่งข้อมูลของสถาบันการเงิน
ตามพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร ฉบับที่ 48 พ.ศ 2562 มีกำหนดให้ธนาคารและสถาบันการเงินต้องรายงานข้อมูลคนที่มีธุรกรรมลักษณะเฉพาะเข้าข่ายดังนี้
- มีการฝากหรือรับโอนเงินเข้าทุกบัญชีรวมกันตั้งแต่ 400 ครั้งขึ้นไป และ มียอดรวมตั้งแต่ 2 ล้านบาทขึ้นไปต่อปี
- มีการฝากหรือรับโอนเงินเข้าทุกบัญชีรวมกันตั้งแต่ 3,000 ครั้งขึ้นไปต่อปี โดยไม่จำกัดยอดเงินรวม
โดยข้อมูลเหล่านี้จะถูกส่งไปให้สรรพากรโดยตรงเพื่อให้ตรวจสอบที่มาของรายได้ว่ามีการเสียภาษีถูกต้องครบถ้วน
3. การประเมินความเสี่ยงด้วยระบบ Risk Based Audit
สรรพากรมีการใช้ระบบ Risk Based Audit เพื่อประเมินความเสี่ยงของคนที่เสียภาษีอย่างแม่นยำ โดยจะคัดกรองว่าเจ้าของธุรกิจประเภทไหนมีแนวโน้มจะเลี่ยงภาษี และเปรียบเทียบยอดเงินในบัญชีให้สอดคล้องกับประเภทธุรกิจ
ใครบ้างที่เสี่ยงต่อการโดนภาษีย้อนหลังมากที่สุด?
คนที่เสี่ยงต่อการโดนภาษีย้อนหลังไม่ใช่มีแค่เฉพาะบริษัทหรือธุรกิจขนาดใหญ่ แต่รวมไปถึงคนที่มีรายได้อิสระ หรือในทุก ๆ อาชีพที่มีข้อมูลไม่สอดคล้องตามการตรวจสอบของสรรพากร โดยเราได้หยิบยกกลุ่มที่มีความเสี่ยงและพบบ่อยดังนี้
- ฟรีแลนซ์และคนรับจ้างอิสระ: กลุ่มนี้มักจะถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย (3%) ไว้ตอนรับเงิน ซึ่งข้อมูลส่วนนี้จะถูกส่งเข้าระบบกรมสรรพากรโดยตรง และถ้าถึงช่วงปลายปีไม่ได้เอารายได้ทั้งหมดมายื่นแบบแสดงรายการภาษี ก็จะถูกตรวจสอบได้ง่ายครับ
- พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์: โดยเฉพาะคนที่มีรายการเงินเข้าบัญชีเยอะ ๆ จนถึงเกณฑ์กฎหมาย e-Payment ที่ธนาคารและสถาบันการเงินต้องส่งข้อมูลยอดเงินและจำนวนครั้งให้สรรพากรตรวจสอบ
- Youtuber Influencer และ Streamer: เป็นกลุ่มที่มีรายได้เข้ามาจากหลายช่องทาง ไม่ว่าจะเป็นค่าโฆษณา ค่าสปอนเซอร์ รวมถึงยอดโดเนทจากแฟนคลับ ซึ่งถ้ามีการจัดการที่มาของรายได้และเอกสารไม่ดีพอ ก็จะเสี่ยงถูกเรียกภาษีย้อนหลังได้ครับ
- มนุษย์เงินเดือนที่มีรายได้เสริม: หลายคนอาจจะยื่นภาษีเฉพาะ “เงินเดือนประจำ” ที่บริษัทจัดการให้ แต่ไม่เอารายได้จากงานพิเศษอื่น ๆ มาคำนวณรวมในภาษีที่ต้องจ่าย ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ถูกเรียกเก็บภาษีเพิ่มพร้อมค่าปรับ
ภาษีย้อนหลังมีอายุความกี่ปี และสรรพากรตรวจสอบย้อนหลังได้นานแค่ไหน?

อายุความการเรียกภาษีย้อนหลัง เป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญเป็นอันดับต้น ๆ เพราะกรมสรรพากรมีอำนาจทางกฎหมายในการตรวจสอบและเรียกเก็บภาษีย้อนหลังได้ในระยะเวลาที่แตกต่างกัน ซึ่งถ้าเราเข้าใจก่อนเวลานี้ก็จะช่วยให้เราเตรียมรับมือได้อย่างถูกต้องครับ
- กรณีปกติที่ยื่นแบบแสดงรายการไว้: สรรพากรมีอำนาจออกหมายเรียกเพื่อตรวจสอบข้อมูลและเรียกดูเอกสารบัญชีต่าง ๆ ภายใน 2 ปี นับตั้งแต่วันที่มีการยื่นแบบครั้งสุดท้าย
- กรณีสงสัยว่ามีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษี: ถ้าเจ้าหน้าที่ยืนยันว่าผู้เสียภาษีตั้งใจที่จะเลี่ยงชำระค่าภาษี หรือในกรณีที่มีการขอคืนภาษี สรรพากรสามารถขยายระยะเวลาการตรวจสอบย้อนหลังได้สูงสุดไม่เกิน 5 ปีครับ
- กรณีไม่เคยยื่นแบบแสดงรายการเลย: ถือเป็นกรณีที่มีความเสี่ยงสูงสุดตามมาตรา 23 ตามที่กฎหมายกำหนด เพราะไม่มีข้อมูลในระบบ พนักงานจึงมีอำนาจในการตรวจสอบย้อนหลังและเรียกเก็บเงินจากการผิดภาษีได้นานถึง 10 ปี
โดยในการเรียกตรวจสอบแต่ละครั้ง เจ้าหน้าที่จะแจ้งล่วงหน้าอย่างน้อย 7 วัน เพื่อให้ผู้เสียภาษีมีเวลาในการเตรียมตัวชี้แจงและจัดเตรียมหลักฐานประกอบการประเมินภาษีครับ
เราจะตรวจสอบได้อย่างไรว่ามีรายชื่ออยู่ในกลุ่มที่ถูกเรียกเก็บภาษีย้อนหลังหรือไม่?
บางคนคงไม่รู้เลยว่าตัวเองมียอดภาษีค้างชำระอยู่ไหม จนกว่าจะได้รับจดหมายเรียกเก็บภาษีย้อนหลัง ดังนั้นถ้าเพื่อน ๆ ต้องการตรวจสอบสถานะภาษีของตัวเองเพื่อความสบายใจ สามารถดำเนินการผ่านช่องทางต่าง ๆ ได้ดังนี้ครับ
- ตรวจสอบผ่านเว็บไซต์ของกรมสรรพากร: เข้าไปที่ www.rd.go.th แล้วล็อกอินเข้าสู่ระบบ e-Filing ด้วยรหัสผู้ใช้งาน ซึ่งวิธีนี้จะช่วยให้เราสามารถเช็กประวัติการยื่นแบบและยอดภาษีที่ค้างชำระย้อนหลังได้ทันที
- รอรับหนังสือแจ้งเตือนอย่างเป็นทางการ: โดยปกติถ้ามีการประเมินภาษีเพิ่ม กรมสรรพากรจัดส่งเอกสารแจ้งการประเมินภาษีหรือหมายเรียกไปตามทะเบียนบ้านที่เราอยู่
- สอบถามผ่าน Call Center: เราสามารถโทรไปที่หมายเลข 1161 (ศูนย์สารนิเทศสรรพากร) เพื่อสอบถามข้อมูลเบื้องต้น โดยจะมีเจ้าหน้าที่ที่คอยให้ความช่วยเหลือและตรวจสอบข้อมูลให้เราครับ
- ติดต่อสำนักงานสรรพากรพื้นที่: กรณีที่มีข้อสงสัยหรือได้รับหนังสือแจ้งยอดจากสรรพากร ให้เราเดินทางไปตรวจสอบข้อมูลที่สำนักงานสรรพากรในเขตพื้นที่ที่เราอยู่ เพื่อรับคำแนะนำและตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลโดยตรงจากเจ้าหน้าที่ครับ
เมื่อได้รับจดหมายจากสรรพากรต้องทำอย่างไร และมีขั้นตอนการรับมืออย่างไรบ้าง?

หลังจากที่เราได้รับจดหมายเรียกเก็บภาษีย้อนหลังจากสรรพากร เราควรตรวจสอบวัตถุประสงค์ให้ชัดเจนครับว่าเป็นการเรียกเพื่อตรวจสอบข้อมูล ขอเอกสารเพิ่มเติม หรือให้ไปเป็นพยานในบางกรณี และควรดูวัน เวลา และสถานที่นัดหมายให้ชัดเจน และมีขั้นตอนการรับมือดังนี้
1. การรวบรวมเอกสารหลักฐานสำหรับบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล
การเตรียมเอกสารให้พร้อมคือหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้เราพร้อมที่รับมือจากภาษีย้อนหลังได้ โดยแบ่งตามประเภทผู้เสียภาษีดังนี้ครับ
- สำหรับบุคคลธรรมดา ต้องเตรียมเอกสาร
- หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ)
- เอกสารแสดงรายรับรายจ่ายทั้งหมด
- Statement ธนาคารย้อนหลัง
- เอกสารที่ใช้ในการลดหย่อนภาษี และอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง
- สำหรับนิติบุคคล ต้องเตรียมเอกสารบัญชีอื่น ๆ เพิ่มเติมได้แก่
- บัญชีรายรับรายจ่าย
- เอกสารงบการเงิน
- แบบ ภ.ง.ด. 1 / ภ.ง.ด. 2 / ภ.ง.ด. 30
- ใบกำกับภาษีซื้อขาย
- ใบเสร็จรับเงินและใบเพิ่มหนี้ หรือลดหนี้
2. ขั้นตอนการเข้าพบเจ้าหน้าที่เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริง
เมื่อถึงวันนัดเรียกเก็บภาษีย้อนหลัง เราควรไปพบเจ้าหน้าที่ตามกำหนดการพร้อมเอกสารที่เตรียมไว้ ซึ่งหน้าที่หลักของเราคือ การชี้แจงข้อเท็จจริงของรายรับ รายจ่ายทุกรายการให้สอดคล้องกับหลักฐานที่มี ซึ่งการให้ข้อมูลที่ถูกต้องครบถ้วนจะช่วยให้การตรวจสอบรวดเร็วและเป็นประโยชน์ต่อเราที่สุดครับ
3. แนวทางการเจรจาประนอมหนี้และการขอลดหย่อนเบี้ยปรับ
ถ้ากระบวนการตรวจสอบแล้วมีการยื่นภาษีขาดจริง ๆ เราสามารถ “ขอผ่อนชำระ” หรือ “เจรจาขอลดหย่อนค่าปรับ” ได้ครับ ถ้าเราแสดงความจริงใจว่าไม่ได้จงใจเลี่ยงภาษี แต่เกิดจากความไม่เข้าใจและให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ ก็อาจมีการพิจารณาลดค่าปรับให้ตามความเหมาะสมครับ
วิธีคิดภาษีย้อนหลังทำอย่างไร และค่าปรับที่ต้องระวังมีอะไรบ้าง?
การคำนวณยอดภาษีย้อนหลังไม่ได้มีแค่ภาษีที่ขาดไปแค่นั้น แต่ประกอบด้วย 3 ส่วนที่ต้องตรวจสอบดังนี้ครับ
1. ยอดภาษีที่ต้องจ่ายจริง: คือยอดส่วนต่างของภาษีที่คำนวณขาดไป หรือยอดภาษีทั้งหมดในกรณีที่ไม่เคยยื่นแบบ
2. เงินเพิ่ม หรือ ดอกเบี้ย: คิดในอัตรา 1.5% ต่อเดือน ของเงินภาษีที่ต้องจ่าย โดยเริ่มนับตั้งแต่วันที่พ้นกำหนดการยื่นแบบจนถึงวันที่ชำระจริงครับ
ตัวอย่างเช่น: ค้างชำระภาษี 10,000 บาท เป็นเวลา 2 เดือน
เราจะต้องจ่ายเงินเพิ่มอีก 300 บาท (10,000 × 1.5% × 2) รวมเป็นยอด 10,300 บาท
3. เบี้ยปรับ: เป็นส่วนที่เสียเยอะที่สุด โดยคิดเป็น 1-2 เท่า ของยอดภาษีที่ต้องจ่าย
- กรณีลืมหรือยื่นล่าช้า มักโดนเบี้ยปรับ 1 เท่าของยอดภาษี
- กรณีไม่เคยยื่นแบบภาษีเลย อาจโดนเบี้ยปรับสูงถึง 2 เท่าครับ
นอกจากการคำนวณค่าต่าง ๆ 3 ข้อแล้ว ยังมีโทษทางอาญาในกรณีที่ไม่ยื่นแบบตามกำหนด หรือมีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีด้วยครับ
- ค่าปรับทางอาญา: กรณีไม่ยื่นแบบภายในระยะเวลาที่กำหนด 7 วัน อาจมีโทษปรับสูงสุดไม่เกิน 2,000 บาท
- กรณีหลีกเลี่ยงภาษี: เช่น การปกปิดรายได้หรือปลอมแปลงเอกสาร มีโทษปรับสูงสุดถึง 200,000 บาท หรือจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ
ถ้าโดนภาษีย้อนหลังแต่ไม่มีเงินก้อนจ่ายทันที จะมีทางออกอย่างไรได้บ้าง?
ถ้าเราได้รับเรียกเก็บภาษีย้อนหลังแล้วมียอดสูงกว่าเงินสำรองที่มีอยู่ สามารถเลือกใช้แนวทางการแก้ไขสถานการณ์ได้ดังนี้
- ยื่นคำร้องขอผ่อนชำระภาษีกับกรมสรรพากร: โดยมีเงื่อนไขหลักคือยอดภาษีที่ต้องชำระต้องมีจำนวนตั้งแต่ 3,000 บาทขึ้นไป ซึ่งเราสามารถแบ่งจ่ายได้สูงสุด 3 งวด และถ้าดำเนินการชำระตามกำหนดเวลาในแต่ละงวดแบบเป๊ะ ๆ ก็จะช่วยให้ไม่ต้องเสียค่าปรับหรือค่าดอกเบี้ยเพิ่มเติมได้ครับ
- เจรจาขอลดหย่อนเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม: ในขั้นตอนการปรึกษาเจ้าหน้าที่ ถ้าเราแสดงความจริงใจและให้ความร่วมมือในการให้ข้อมูลที่เป็นจริง เราสามารถทำเรื่องขอ “ลดหย่อนเบี้ยปรับ” ลงได้
- การยื่นอุทธรณ์ภาษี: ในกรณีที่เราตรวจสอบเอกสารแล้วมั่นใจว่าการเรียกเก็บครั้งนี้ไม่ถูกต้องตามระเบียบ เรามีสิทธิ์ที่จะ “ยื่นอุทธรณ์” ต่อเจ้าหน้าที่เพื่อคัดค้านการประเมินภาษีได้ครับ ซึ่งขั้นตอนนี้จะช่วยให้มีการทบทวนยอดภาษีใหม่อย่างละเอียดอีกครั้ง
ไม่อยากโดนเรียกเก็บภาษีย้อนหลังในอนาคต ควรเริ่มต้นวางแผนภาษีอย่างไรดี?
การนอนเรียกเก็บภาษีย้อนหลังอาจเกิดได้จากหลายสาเหตุที่กล่าวไปข้างต้น และเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการถูกตรวจสอบอีกในอนาคต เราควรเริ่มต้นวางแผนภาษีอย่างเป็นระบบตามแนวทางดังนี้ครับ
- วางแผนตั้งแต่ต้นปีและการเงินสำรอง: ประมาณการรายได้ล่วงหน้าเพื่อเตรียมเงินจ่ายภาษีประมาณ 5-10% ของรายได้ต่อเดือน จะช่วยให้ลดปัญหาสภาพคล่องเมื่อต้องจ่ายจริง
- รวบรวมรายได้จากทุกช่องทาง: เก็บบันทึกและยื่นรายได้จากทุกแหล่ง พนักงานประจำ งานเสริม และเงินอื่น ๆ เพื่อป้องกันการถูกตรวจสอบของสรรพากรครับ
- ทำบัญชีและเก็บเอกสารอย่างน้อย 5 ปี: เราควรแยกบัญชีธุรกิจให้ชัดเจนและเก็บหลักฐานรายรับ รายจ่ายไว้ให้ครบ เพื่อใช้ชี้แจงและยืนยันความถูกต้องถ้าเกิดมีการเรียกตรวจสอบ
- ใช้สิทธิลดหย่อนอย่างถูกต้อง: เราควรศึกษาเงื่อนไขการลดหย่อนภาษี เช่น ประกันหรือกองทุน และเตรียมเอกสารยืนยันให้พร้อมเพื่อการลดหย่อนที่ปลอดภัยและถูกต้อง
- ยื่นแบบภาษีทุกปี: การยื่นแบบภาษีในทุก ๆ ปีเป็นการแสดงความบริสุทธิ์ใจและสร้างประวัติที่ดีในการยื่นภาษี ซึ่งช่วยลดโอกาสการถูกตรวจสอบย้อนหลังได้ครับ
บทส่งท้าย
การเข้าใจเรื่องภาษีย้อนหลังและเตรียมตัววางแผนล่วงหน้า จะช่วยให้เราจัดการการเงินได้อย่างราบรื่นและลดความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นในอนาคตครับ หวังว่าบทความนี้จะช่วยให้เพื่อน ๆ มีวิธีรับมือกับกรมสรรพากรและวางแผนภาษีได้ง่ายและชัดเจนยิ่งขึ้นนะครับ
สำหรับใครที่กำลังหาช่องทางลดหย่อนภาษีผ่านการเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัย ไม่ว่าจะเป็นโครงการ บ้านแฝด, คอนโดและทาวน์โฮม สามารถเข้ามาเลือกชมและเปรียบเทียบข้อมูลได้ที่เว็บไซต์ “น่าอยู่” แหล่งรวมสาระน่ารู้เรื่องบ้านและเทคนิคการจัดการภาษีแบบครบถ้วนครับ
คำถามที่พบบ่อย
1. ผ่อนจ่ายภาษีย้อนหลังกับกรมสรรพากรได้กี่งวดและมีเงื่อนไขอย่างไร ?
Answer: สามารถผ่อนชำระได้สูงสุด 3 งวด โดยยอดภาษีที่ต้องชำระต้องมีจำนวนตั้งแต่ 3,000 บาทขึ้นไป และต้องชำระตามกำหนดเวลาเพื่อไม่ให้เสียค่าปรับเพิ่มเติมครับ
2. หากไม่เคยยื่นภาษีเลย สรรพากรสามารถตรวจสอบย้อนหลังได้สูงสุดกี่ปี ?
Answer: กรณีที่ไม่เคยยื่นแบบแสดงรายการภาษีเลย สรรพากรมีอำนาจตรวจสอบและเรียกเก็บเงินภาษีย้อนหลังได้สูงสุด 10 ปี ตามกฎหมาย
3. พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ต้องยื่นภาษีอย่างไรเพื่อป้องกันการโดนเรียกเก็บย้อนหลัง ?
Answer: ควรทำบัญชีรายรับ รายจ่ายให้ชัดเจน แยกบัญชีส่วนตัวกับธุรกิจ และยื่นภาษีทุกปีตามเกณฑ์ e-Payment ถึงแม้รายได้จะไม่ถึงเกณฑ์เสียภาษีก็ตามครับ
4. กรณีไม่มีเงินชำระค่าปรับภาษีย้อนหลัง จะมีโทษถึงขั้นจำคุกหรือไม่ ?
Answer: โทษจำคุกจะเกิดขึ้นในกรณีที่ตรวจสอบว่ามี “เจตนาหลีกเลี่ยงภาษี” หรือปลอมแปลงเอกสารครับ ถ้ากรณีไม่มีเงินชำระค่าปรับ สามารถขอผ่อนชำระหรือเจรจาลดหย่อนค่าปรับแทนได้