วิธีล้างเครื่องซักผ้าให้สะอาดเหมือนใหม่ ต้องทำอย่างไรบ้าง?
วิธีล้างเครื่องซักผ้าให้สะอาด ควรล้างด้วยผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด เช่น ผงหรือน้ำยาล้างเครื่องซักผ้า กับของใช้ในบ้านที่ไม่ต้องไปซื้อไกลอย่างน้ำส้มสายชู เบกกิ้งโซดา รวมทั้งน้ำยาซักผ้าขาวร่วมกับการเปิดโหมดล้างถังซักด้วยน้ำร้อน
โดยควรล้างทำความสะอาดชิ้นส่วนต่าง ๆ อย่างสม่ำเสมอทุก 1-2 เดือน เพื่อป้องกันปัญหาการสะสมของคราบแบคทีเรีย ทำให้ผ้าที่ซักไม่มีกลิ่นอับ ขาวสะอาด โดยในบทความนี้เราจะมาสรุปวิธีล้างเครื่องซักผ้าง่าย ๆ ให้สะอาดเหมือนได้เครื่องใหม่กันครับ
7 วิธีล้างเครื่องซักผ้าด้วยของใช้ในบ้าน
ทำไมซักผ้าไม่หอม? หลายบ้านคงจะเจอปัญหาที่ซักผ้าแล้วรู้สึกว่าผ้ามีกลิ่นอับ ไม่สะอาดเหมือนแต่ก่อน หรือหนักสุดคือมีคราบติดและทำให้คันเวลาสวมใส่ โดยสาเหตุหลักที่ทำให้เสื้อผ้ามีกลิ่นไม่พึงประสงค์ คือเศษสิ่งสกปรกบนเสื้อผ้าไปกองสะสมตามซอกต่าง ๆ ของเครื่อง ส่งผลให้จากผ้าที่หอมฟุ้ง กลายเป็น ผ้าที่มีกลิ่นอับชื้นแทน
ดังนั้นน้อง “น่าอยู่” จึงจะมาแชร์เคล็ดลับสำหรับ คุณพ่อบ้านแม่บ้าน ที่ต้องการทำให้ผ้าหอมด้วย 7 วิธีล้างเครื่องซักผ้าที่สามารถใช้ของภายในบ้านได้ง่าย ๆ แบบประหยัดทั้งเงินทั้งเวลาครับ
1. ล้างด้วยน้ำส้มสายชูเพื่อขจัดคราบตะกรัน

น้ำส้มสายชู คือสิ่งที่เป็นมากกว่าเครื่องปรุงที่หาได้ง่าย ๆ ตามร้านค้าทั่วไป นอกจากจะใช้เพื่อเติมแต่งรสชาติอาหารแล้ว น้ำส้มสายชูยังมีกรด "อะซิติก" (Acetic Acid) อ่อน ๆ ที่ช่วยขจัดคราบตะกรัน หรือหินปูนที่เกาะตามถังซักผ้าหลุดออกไปได้ อีกทั้งยังช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ช่วยไม่ให้เกิดเชื้อราและมีกลิ่นอับติดบนเสื้อผ้า โดยขั้นตอนการล้างมีดังนี้ครับ
- ให้เทน้ำส้มสายชูประมาณ 2-3 ถ้วยตวงลงไปในถังซัก
- ตั้งระดับน้ำสูงสุด พร้อมเลือกใช้น้ำอุ่น หรือน้ำร้อนถ้าเครื่องรองรับ
- กดปุ่มให้เครื่องปั่นสลับไปมาประมาณ 5-10 นาทีแล้วกดหยุดพักเครื่องไว้
- แช่น้ำทิ้งไว้ในถังซักประมาณ 1-2 ชั่วโมง เพื่อให้กรดสลายคราบตะกรัน หรือหินปูนที่เกาะตามถังซักผ้าหลุดออกไปได้
2. ล้างด้วยเบกกิ้งโซดาเพื่อลดปัญหากลิ่นอับ

เบกกิ้งโซดา ไอเท็มสารพัดประโยชน์ไม่ว่าจะอ่างล้างหน้าตัน หรือแม้กระทั่งเครื่องซักผ้าก็สามารถช่วยล้างทำความสะอาดได้ ด้วยฤทธิ์ที่เป็นด่างอ่อน ๆ มีคุณสมบัติเด่นในเรื่องการดูดซับ และกำจัดกลิ่นไม่พึงประสงค์ให้หายไป รวมถึงทำให้คราบสลายและหลุดออก โดยมีขั้นตอนการล้างดังนี้
- เทสารละลายลงไปในถังซักผ้า แล้วกดเลือกโปรแกรมซักผ้าปกติที่ระดับน้ำสูงสุด
- ปล่อยให้เครื่องปั่นกระจายน้ำยาให้ทั่วถังซักประมาณ 10 นาที แล้วกดปุ่มพักเครื่องเพื่อแช่น้ำไว้ 1 ชั่วโมง
- กดให้เครื่องทำงานต่อจนจบขั้นตอนการซักและระบายน้ำทิ้ง จะช่วยแก้ปัญหาถังซักมีกลิ่นเหม็นอับสะสมได้อย่างชัดเจนครับ
3. ล้างด้วยน้ำส้มสายชูผสมเบกกิ้งโซดาสำหรับคราบฝังแน่น

สำหรับเครื่องซักผ้าที่ใช้งานมานานหลายปีแล้วไม่เคยล้างเลย การเอาสองวิธีล้างเครื่องซักผ้าก่อนหน้ามาใช้ร่วมกัน โดยการผสมน้ำส้มสายชูและเบกกิ้งโซดาจะทำให้เกิดฟองฟู่ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการคราบฝังแน่นให้หลุดออกมาง่ายขึ้น
- ใส่เบกกิ้งโซดา 1 ถ้วยตวงลงในถังซักแล้วปั่นกับน้ำร้อนประมาณ 10 นาที
- จากนั้นค่อยเทน้ำส้มสายชูลงไปอีก 2 ถ้วยตวง ซึ่งการผสมกันนี้จะเกิดปฏิกิริยาทางเคมีที่ช่วยล้างคราบฝังลึก แบคทีเรีย และลดกลิ่นอับ
- กดพักเครื่องแล้วแช่น้ำยาทั้งสองตัวนี้รวมกันทิ้งไว้อย่างน้อย 2-3 ชั่วโมง
- กดปุ่มทำงานให้เครื่องทำงานจนจบโปรแกรมซักล้าง และควรเปิดโปรแกรมซักน้ำเปล่าซ้ำอีกรอบเพื่อล้างเศษตะกอนตกค้าง
4. ล้างด้วยกรดมะนาวเพื่อช่วยสลายคราบหินปูน

กรดมะนาวแบบผงแห้งเป็นสารสกัดจากธรรมชาติที่มีฤทธิ์เป็นกรดเข้มข้นกว่าน้ำส้มสายชู เป็นวิธีล้างเครื่องซักผ้าที่มีปัญหาน้ำกระด้างจนเกิดเป็นคราบหินปูนเกาะหนาตัวตามแกนหมุน ซึ่งการล้างด้วยวิธีนี้ยังสามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรีย และกลิ่นอับได้อย่างเห็นผล โดยมีขั้นตอนดังนี้ครับ
- ตวงผงกรดมะนาวประมาณ 100-150 กรัม เทลงไปในช่องผงซักฟอก หรือถังซักโดยตรง
- เลือกโปรแกรมซักผ้าหนา หรือโปรแกรมน้ำร้อนที่อุณหภูมิประมาณ 60 องศาเซลเซียส
- ปล่อยให้เครื่องปั่นไปสักพักแล้วกดพักเพื่อแช่น้ำยาอย่างน้อย 30 นาที แล้วค่อยกดซักจนเสร็จ
- กรดมะนาวจะเข้าไปกัดกร่อน และสลายคราบหินปูน จากนั้นให้ล้างเครื่องด้วยน้ำเปล่าอีกครั้ง
5. วิธีล้างด้วยผงหรือน้ำยาล้างเครื่องซักผ้าแบบสำเร็จรูป

ถ้าใครไม่มีเวลาเตรียมของปั่นผสมเอง แต่อยากหาวิธีล้างเครื่องซักผ้าที่ทำได้เร็ว การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปที่ออกแบบมาเพื่อล้างถังซักผ้าโดยเฉพาะ ก็ถือเป็นทางเลือกที่สะดวกสบาย และมีประสิทธิภาพสูง โดยมีขั้นตอนใช้งานง่าย ๆ ดังนี้ครับ
- เทผงล้างถังซัก หรือ เทน้ำยาล้างเครื่องซักผ้าตามปริมาณที่ระบุไว้ข้างบรรจุภัณฑ์ลงในถัง
- เปิดโปรแกรมซักปกติหรือโหมดล้างถังซัก และปล่อยให้น้ำยาทำปฏิกิริยากับคราบสิ่งสกปรก สลายคราบผงซักฟอกที่จับตัวหนาให้กลายเป็นอนุภาคเล็ก ๆ
- เมื่อเครื่องระบายน้ำทิ้งเสร็จสิ้น ให้ใช้ผ้าสะอาดเช็ดคราบสกปรกที่อาจหลงเหลืออยู่ตามก้นถังซักออกให้หมด
6. วิธีล้างด้วยน้ำยาซักผ้าขาวเพื่อฆ่าเชื้อแบคทีเรีย

น้ำยาซักผ้าขาว เป็นสารฟอกขาวที่มีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อโรค เชื้อรา และแบคทีเรียได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งคุณสมบัติที่ช่วยขจัดคราบฝังลึก เหมาะกับเครื่องซักผ้าที่มีกลิ่นอับแรง แต่ควรศึกษาวิธีการใช้อย่างละเอียดพร้อมคู่มือการล้างถังซักผ้า โดยมีขั้นตอนการล้างดังนี้ครับ
- เทน้ำยาซักผ้าขาวปริมาณ 250 มิลลิลิตร ลงในช่องใส่ผงซักฟอกของเครื่อง
- ตั้งค่าโปรแกรมซักด้วยน้ำร้อนที่อุณหภูมิประมาณ 60 องศาเซลเซียส
- ปล่อยให้เครื่องซักผ้าทำงานจนเสร็จ และระบายน้ำออก
- หลังจากนั้นให้ซักด้วยน้ำเปล่าอีกรอบเพื่อล้างสารเคมีและกลิ่นฉุนที่ติดอยู่ในเครื่อง
7. วิธีล้างด้วยฟังก์ชันล้างถังซักอัตโนมัติ (Tub Clean) ร่วมกับน้ำร้อน

เครื่องซักผ้ารุ่นใหม่ ๆ ในปัจจุบัน มักจะมีการติดตั้งระบบทำความสะอาดตัวเองมาให้จากโรงงาน ซึ่งถูกคำนวณรอบปั่น และทิศทางน้ำมาอย่างเป็นระบบ เพื่อทำความสะอาดคราบแบคทีเรีย คราบผงซักฟอกที่สะสมค้างอยู่ในถังซัก โดยมีวิธีใช้งานดังนี้ครับ
- กดเปิดเครื่องแล้วเลือกไปที่ฟังก์ชัน “ล้างถังซักอัตโนมัติ Tub Clean” ร่วมกับน้ำร้อน
- ระบบจะปรับระดับน้ำ และเลือกใช้น้ำร้อน ความจุกระแสน้ำสูงในการฉีดล้างทำความสะอาดผิวถังซักโดยอัตโนมัติ
- แนะนำให้ทำวิธีนี้ร่วมกับการใส่ผงล้างถังซักทุก ๆ 1 เดือน เพื่อเป็นการบำรุงรักษาเครื่องในระยะยาวและถนอมผ้าให้สะอาดใส มีกลิ่นหอม
วิธีล้างเครื่องซักผ้าฝาหน้าและฝาบน มีขั้นตอนที่แตกต่างกันหรือไม่?
โครงสร้างดีไซน์ของเครื่องซักผ้าแต่ละประเภทมีจุดระบายน้ำ และมุมอับที่แตกต่างกัน การล้างทำความสะอาดจึงไม่สามารถใช้วิธีเดียวกันทั้งหมดได้ ถ้าเราเอาวิธีล้างเครื่องซักผ้าของฝาบนไปใช้กับฝาหน้าโดยไม่ระวัง อาจทำให้เครื่องเกิดความเสียหายได้ครับ
ดังนั้นเพื่อความปลอดภัยและยืดอายุการใช้งานของเครื่องซักผ้าให้ยาวนาน คุณพ่อบ้านแม่บ้านจำเป็นต้องเรียนรู้จุดแตกต่าง และข้อควรระวังเฉพาะเครื่องซักผ้าแต่ละประเภทแยกกันอย่างชัดเจนครับ
จุดที่ต้องระวังในการล้างเครื่องซักผ้าฝาหน้า
เครื่องซักผ้าฝาหน้าทำงานด้วยระบบหมุนเหวี่ยงในแนวนอน ซึ่งมีจุดบกพร่องสำคัญคือบริเวณขอบยางประตูด้านหน้ามักจะเป็นแอ่งน้ำขังเล็ก ๆ ทำให้เกิดเชื้อราได้ง่าย โดยมีจุดที่ต้องระวังได้แก่
- ห้ามเทน้ำยาขจัดคราบเกินขีดความจุ: เพราะแรงดันน้ำของฝาหน้าค่อนข้างสูง ถ้าน้ำยาเป็นฟองมากเกินไปอาจทะลักเข้าแผงไฟฟ้าของเครื่องได้
- เน้นเช็ดขอบยางประตู: ทุกครั้งหลังล้างถังซักเสร็จ ต้องใช้ผ้าไมโครไฟเบอร์แห้งแหวกขอบยางออกแล้วเช็ดคราบไคลดำ ๆ ออก
- เปิดฝาระบายอากาศ: หลังทำความสะอาดเสร็จห้ามปิดประตูเครื่องทันที ควรเปิดแง้มทิ้งไว้เพื่อให้อากาศถ่ายเท และป้องกันความชื้นสะสมรวมถึงกลิ่นอับ
จุดที่ต้องระวังในการล้างเครื่องซักผ้าฝาบน
วิธีล้างเครื่องซักผ้าฝาบนใช้แกนหมุนตรงกลางในแนวตั้ง ปัญหาหลักคือเศษฝุ่นผ้า เส้นผม และเศษเหรียญที่ชอบหลุดเข้าอุดตันตามระบบกรองน้ำด้านข้างตัวถังซัก โดยมีจุดที่ต้องระวังได้แก่
- ต้องถอดถุงกรองตาข่ายมาซัก: ในเครื่องซักผ้าฝาบนจะมีฟิลเตอร์ดักเศษผงเล็ก ๆ อยู่ข้างถัง ต้องแกะออกมาเทเศษผงทิ้งและใช้แปรงสีฟันเก่าขัดคราบเมือกออกทุกครั้ง
- คราบลอยเหนือน้ำ: ถ้าสังเกตว่าตอนแช่น้ำยาล้าง คราบดำจะลอยขึ้นมาเหนือน้ำ ให้ใช้ตะแกรงช้อนเศษคราบทิ้งก่อนปล่อยน้ำระบายออก เพื่อป้องกันไม่ให้คราบไหลกลับไปอุดตันที่วาล์วน้ำทิ้ง
- ตรวจเช็กแกนซักล้าง: ถ้าเครื่องซักผ้าฝาบนเริ่มมีเสียงดัง หรือซักผ้าไม่สะอาด อาจมีเศษด้าย เส้นผม หรือคราบต่าง ๆ เข้าไปอยู่ในใบพัดซักรอบแกนกลางครับ
นอกเหนือจากตัวถังแล้ว มีชิ้นส่วนไหนของเครื่องซักผ้าที่ต้องถอดล้างอีกไหม?
วิธีล้างเครื่องซักผ้าให้สะอาดหมดจดแบบ 100% จะล้างแค่ตัวถังชั้นในอย่างเดียวไม่ได้ เพราะยังมีชิ้นส่วนประกอบภายนอกอีกหลายจุดที่เป็นแหล่งรวมสิ่งสกปรกและคราบตะกอนต่าง ๆ ที่อาจมองข้ามไป
ซึ่งถ้าเราปล่อยให้ชิ้นส่วนเหล่านี้เกิดคราบสะสม ต่อให้ใส่น้ำยาปรับผ้านุ่มแค่ไหน กลิ่นอับและเชื้อโรคก็ยังคงไหลเวียนกลับเข้ามาที่เสื้อผ้าอยู่ดี ซึ่งมี 3 จุดสำคัญที่ต้องถอดออกมาล้างทำความสะอาดแยกดังนี้
- ขอบยางประตูและซีลยาง: สำหรับเครื่องซักผ้าฝาหน้า จุดนี้ถือเป็นศูนย์รวมของความชื้นและเศษด้าย เส้นผม โดยให้ผสมน้ำยาล้างจานกับน้ำอุ่นชุบผ้าบิดหมาด ๆ แล้วเอาไปขัดถูตามร่องซีลยางให้ทั่ว แต่ถ้ามีคราบราดำฝังลึก ให้ใช้ทิชชู่ชุบน้ำส้มสายชูแปะทิ้งไว้ 30 นาทีแล้วค่อยขัดออก
- ช่องใส่ผงซักฟอกและน้ำยาปรับผ้านุ่ม: ส่วนใหญ่มักจะมีคราบน้ำยาเหนียว ๆ เกาะหนาจนกลายเป็นเมือกแข็งขวางทางน้ำไหล ให้กดสลักล็อกแล้วดึงลิ้นชักออกมาทำความสะอาดโดยเอาไปแช่น้ำอุ่นขัดด้วยแปรงสีฟันจนสะอาด
- ตัวกรองเศษฝุ่นและไส้กรองน้ำทิ้ง: สำหรับเครื่องซักผ้าฝาหน้าจะอยู่บริเวณมุมล่างสุดของตัวเครื่อง ส่วนฝาบนจะอยู่ด้านในถัง ให้หมุนเกลียวถอดไส้กรองออกมา และเทน้ำเก่าทิ้งและล้างสิ่งอุดตันออกอย่างน้อยเดือนละครั้งครับ
บทส่งท้าย
การหันมาเลือกวิธีล้างเครื่องซักผ้าที่เหมาะสมและลงมือทำประจำทุกเดือน ไม่เพียงแต่จะช่วยให้เสื้อผ้าของเราสะอาด และไร้กลิ่นอับชื้น แต่ยังเป็นการดูแลเครื่องซักผ้าให้ใช้ได้ยาวนาน และลดโอกาสที่เสียค่าซ่อมแซมในภายหลังด้วยครับ
และใครที่กำลังมองหาบ้านที่มีฟังก์ชันห้องซักล้าง (Laundry Room) กว้างขวางตอบโจทย์ชีวิตยุคใหม่ ไม่ว่าจะเป็นบ้านเดี่ยว คอนโดและทาวน์โฮม ก็สามารถเข้าไปดูข้อมูลโครงการบ้าน ทำเลดี ได้บนเว็บไซต์ “น่าอยู่” ที่รวบรวมสาระเรื่องบ้านที่ควรรู้ไว้อีกมากมายครับ
คำถามที่พบบ่อย
1. สามารถใช้วิธีล้างเครื่องซักผ้าด้วยน้ำส้มสายชูร่วมกับน้ำยาซักผ้าขาวได้หรือไม่ ?
ห้ามผสมน้ำส้มสายชูกับน้ำยาซักผ้าขาวเด็ดขาดครับ เพราะจะทำให้เกิด "ก๊าซคลอรีน" ที่เป็นอันตรายต่อระบบทางเดินหายใจและดวงตาได้ครับ
2. หากล้างตามวิธีล้างเครื่องซักผ้าแล้วยังมีคราบดำติดเสื้อผ้า ต้องแก้ไขอย่างไร ?
แนะนำให้ เรียกช่างผู้เชี่ยวชาญ มาถอดถังซักออกมาฉีดล้างภายนอกด้วยเครื่องฉีดน้ำแรงดันสูงเพื่อขจัดคราบฝังลึกออกครับ
3. การใช้วิธีล้างเครื่องซักผ้าด้วยโหมดน้ำร้อนบ่อยๆ จะทำให้เครื่องพังเร็วหรือไม่ ?
ไม่ครับ เพราะตัวถังและระบบท่อภายในถูกออกแบบมาให้ทนอุณหภูมิน้ำร้อนได้สูงถึง 60-90 องศาเซลเซียสอยู่แล้ว การใช้น้ำร้อนล้างถังซักเดือนละ 1-2 ครั้ง จึงช่วยละลายคราบไขมันจากน้ำยาปรับผ้านุ่มและสิ่งสกปรกอุดตันได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดครับ