ปูกระเบื้องพื้นและผนังมีกี่แบบ เทคนิคไหนที่ช่วยให้บ้านสวยยาวนานที่สุด?

แน่นอนครับว่าการปูกระเบื้อง คือเรื่องสำคัญของการตกแต่งบ้านให้ดูมีสไตล์ที่สวยงาม แต่ถ้าจะติดทั้งทีก็ต้องมาพร้อมความทนทาน ซึ่งเทคนิคที่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำและช่วยให้บ้านสวยนานคือการเลือกปูนกาวปูกระเบื้องที่ดี พร้อมวิธีปูกระเบื้องที่ถูกต้องจะลดปัญหากระเบื้องหลุดร่อน หรือระเบิดในอนาคต ดังนั้นวันนี้เราจะพาเพื่อน ๆ ไปดูคู่มือการปูกระเบื้องยังไงให้สวยทนกันครับ

ปูกระเบื้องผิดวิธีมีอะไรบ้าง ? ทำไมปูแล้วถึงโก่งหรือระเบิด ?

สาเหตุหลักที่ทำให้กระเบื้องระเบิดหรือโก่งตัว ส่วนใหญ่มักเกิดจากเทคนิคการปูที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐานครับ

1. ปูกระเบื้องแบบซาลาเปาคืออะไร ?

การปูกระเบื้องแบบซาลาเปาคือการโปะปูนเป็นก้อน ๆ ไว้ตรงกลางแผ่นแล้วกดทับ ซึ่งวิธีนี้จะทำให้เกิด “โพรงอากาศ” ใต้แผ่นกระเบื้อง เมื่ออุณหภูมิเปลี่ยน อากาศจะขยายตัวจนกระเบื้องแตกหรือหลุดออกมา หรือถ้ามีของหนักหล่นใส่กระเบื้องอาจแตกได้ง่ายเพราะไม่มีเนื้อปูนรองรับด้านใต้

2. การปูกระเบื้องแบบเปียกดีจริงไหม ?

การปูแบบเปียกหรือปูบนปูนทรายที่แฉะ ถึงแม้จะทำได้ง่าย แต่อาจเกิดปัญหาแรงยึดเกาะที่ไม่เพียงพอสำหรับกระเบื้องรุ่นใหม่ที่มีอัตราการซึมน้ำต่ำอย่างประเภทกระเบื้องแกรนิตโต้ ทำให้เมื่อปูนแห้งตัว กระเบื้องจะร่อนออกมาได้ง่ายครับ

3. ทำไมปูกระเบื้องชิดเกินไปถึงอันตราย ?

กระเบื้องเป็นวัสดุที่ยืดหดตัวตามสภาพอากาศ ถ้าปูกระเบื้องชิดกันจนไม่มีร่องยาแนว เมื่อความร้อนสูงขึ้น กระเบื้องจะขยายตัวและดันกันเองจนโก่งตัวหรือ ระเบิด ออกได้ครับ

ปูกระเบื้องเองต้องใช้อุปกรณ์อะไรบ้าง ? และควรเลือกปูนกาวปูกระเบื้องแบบไหน ?

การเตรียมวัสดุและเครื่องมือที่ถูกต้องจะช่วยให้งานปูกระเบื้องของเพื่อน ๆ ออกมาสวยงาม ทนทานต่อทุกสภาพการใช้งาน และทำได้ง่าย จบงานได้ไวครับ

1. เลือกปูนกาวปูกระเบื้องแบบไหนให้เหมาะกับประเภทงาน?

การเลือกปูนกาวปูกระเบื้องต้องดูที่ประเภทวัสดุและขนาดของกระเบื้องเป็นหลัก เพื่อให้ได้แรงยึดเกาะที่เหมาะสมที่สุดครับ

  • ปูนกาวทั่วไป (สีเขียว/มาตรฐาน): เหมาะสำหรับกระเบื้องเซรามิกขนาดมาตรฐานทั่วไป เช่น 8x8 หรือ 12x12 นิ้ว ใช้ปูได้ทั้งพื้นและผนังภายในอาคาร ให้แรงยึดเกาะที่สม่ำเสมอและทำงานได้ง่าย
  • ปูนกาวประสิทธิภาพสูง: ออกแบบมาเพื่อกระเบื้องที่มีอัตราการดูดซึมน้ำต่ำ หรือใช้พื้นที่ที่มีความชื้นสูงและต้องการแรงกดทับมาก ๆ เช่น ห้องน้ำ ระเบียง หรือพื้นนอกบ้าน
  • ปูนกาวชนิดพิเศษ (ชนิดปูทับ): เป็นปูนกาวที่นิยมใช้สำหรับงานรีโนเวทเพราะมีแรงยึดเกาะที่แน่นเป็นพิเศษ สามารถปูทับกระเบื้องเดิมได้ทันทีแบบไม่ต้องเสียเวลาสกัดพื้นเดิม

2. อุปกรณ์อะไรบ้างที่ใช้ปูกระเบื้อง?

หลังจากเลือกปูนกาวปูกระเบื้องที่เหมาะสมแล้ว จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์ที่ช่วยให้บ้านของเพื่อน ๆ ได้กระเบื้องที่สวยและทนทาน

  • แผ่นกระเบื้อง: ควรเลือกเกรดที่เหมาะกับการใช้งาน เช่น พื้นห้องน้ำ ควรเลือกกระเบื้องที่มีค่ากันลื่น (R-Value) สูง ส่วนงานผนังต้องเลือกแผ่นที่มีน้ำหนักเบาเพื่อป้องกันการหลุดร่วงของแผ่นกระเบื้อง โดย
  • เกรียงหวี: เป็นอุปกรณ์สำคัญที่ต้องมี โดยซี่เกรียงหวีจะช่วยปาดปูนกาวให้เป็นร่องสม่ำเสมอ ช่วยไล่อากาศและทำให้ปูนสัมผัสเต็มแผ่นกระเบื้อง ป้องกันปัญหามีรูพรุนใต้กระเบื้อง
  • อุปกรณ์ตัดแนวกระเบื้องและตัวปรับระดับ: ช่วยควบคุมช่องว่างหรือร่องยาแนวระหว่างแผ่นให้มีความเท่ากันทุกจุดรวมถึงป้องกันปัญหา “กระเบื้องสะดุด” หรือขอบแผ่นไม่เท่ากัน
  • ค้อนยาง: ใช้สำหรับเคาะปรับตำแหน่งและระดับของกระเบื้องหลังจากลงปูนกาว เพื่อให้แผ่นกระเบื้องฝังตัวกับเนื้อปูนได้แน่นสนิทโดยไม่ทำให้ผิวหน้าเสียหายหรือแตกหัก
  • กาวยาแนว: นอกจากการเลือกเฉดสีที่เข้ากับกระเบื้องแล้ว ควรเลือกสูตรที่มีสารป้องกันเชื้อราและลดการสะสมของคราบสกปรก เพื่อให้พื้นบ้านดูสะอาดเหมือนใหม่ในระยะยาวครับ

วิธีปูกระเบื้องไม่ให้ร่อน โก่ง ระเบิด ทำอย่างไร?

เคล็ดลับสำคัญอยู่ที่การสร้างแรงยึดเกาะที่สมบูรณ์และเผื่อพื้นที่ให้วัสดุได้มีช่องว่าง เพื่อลดปัญหาโอกาสเกิดปัญหากระเบื้องโก่งตัว โดยน้อง “น่าอยู่” ได้สรุป 6 วิธีปูกระเบื้องให้แข็งแรงทนทาน

  1. เตรียมพื้นผิวให้พร้อม: พื้นผิวที่จะปูกระเบื้องต้องทำความสะอาด ไม่ให้มีฝุ่น คราบมัน หรือเศษวัสดุแปลกปลอม ที่สำคัญต้องได้ระดับเสมอกัน ถ้ามีน้ำขังต้องกวาดออกให้แห้งสนิทก่อนเริ่มงานครับ
  2. ผสมปูนกาวให้ถูกสูตร: เลือกใช้ปูนกาวปูกระเบื้องที่เหมาะกับงาน ผสมกับน้ำตามสูตรที่ระบุไว้ ซึ่งแนะนำให้ใช้เครื่องผสมประมาณ 150 รอบ/นาที เพื่อให้เนื้อเนียนเข้ากัน จากนั้นก็ทิ้งไว้ 15 นาทีแล้วกวนซ้ำอีกรอบก่อนใช้ครับ
  3. ปาดปูนด้วยเกรียงหวี: ใช้เกรียงหวีด้านเรียบปาดปูนลงพื้นก่อนแล้วใช้ด้านหวีปาดให้เป็นร่อง 60 องศาไปในทิศทางเดียวกัน จากนั้นให้ “ทาปูนกาวบาง ๆ ลงบนหลังแผ่นกระเบื้อง” ให้ทั่วเพื่อปิดช่องว่างอากาศ ซึ่งเป็นจุดสำคัญที่ป้องกันกระเบื้องระเบิดครับ
  4. ติดกระเบื้องและเคาะระดับ: วางกระเบื้องลงบนปูนกาวตามแนวที่วัดไว้ แล้วค่อยใช้ค้อนยางเคาะลงเบา ๆ ให้ปูนกาวสัมผัสเต็มแผ่นกระเบื้อง และรีบจัดแนวให้เสร็จภายใน 15 นาทีหลังจากวางแผ่น เพราะถ้าอากาศร้อนปูนจะเซ็ตตัวเร็วกว่าปกติครับ
  5. เว้นร่องและจัดระเบียบ: การปูกระเบื้องห้ามปูชิดกันจนเกินไป โดยต้องเว้นระยะห่างประมาณ 2-3 มิลลิเมตร เพื่อเผื่อพื้นที่ให้กระเบื้องยืดหดตัวตามอุณหภูมิ ซึ่งเราสามารถใช้อุปกรณ์เสริมอย่างตัวเว้นร่อง (Spacer) หรือคลิปปรับระดับกระเบื้องเพื่อให้รอยต่อเท่ากันทุกจุดและพื้นไม่สะดุดเวลาเหยียบหรือเดินครับ
  6. บ่มกระเบื้องและลงยาแนว: หลังปูเสร็จห้ามใช้งานทันที ต้องปล่อยทิ้งให้ปูนบ่มตัวแห้งสนิท 24-48 ชั่วโมงก่อน แล้วค่อยลงกาวยาแนวตามร่อง เช็ดทำความสะอาดด้วยฟองน้ำหมาด ๆ และใช้ผ้าสะอาดเช็ดตามทีหลังเพื่อให้ผิวกระเบื้องเงางามพร้อมใช้งานครับ

หลังปูกระเบื้องเสร็จควรตรวจงานอย่างไร?

การรู้วิธีตรวจงานอย่างละเอียดจะช่วยให้เรามั่นใจมากขึ้นว่าพื้นบ้านหรือผนังจะสวยและทนทานปลอดภัยต่อการใช้งาน โดยมีเทคนิคการตรวจสอบง่าย ๆ ดังนี้

1. ตรวจจากการฟังเสียง

ในการเช็กงานกระเบื้องเราสามารถใช้ค้อนยาง หรือเหรียญเคาะเบา ๆ ไปบนแผ่นกระเบื้องให้ครบทุกแผ่นครับ โดยต้องมีเสียงแน่นทึบ สม่ำเสมอทั่วทั้งแผ่น แต่ถ้าเคาะแล้วได้ยินเสียงก้องหรือดูกลวง แสดงว่ามีโพรงอากาศอยู่ข้างใต้ ซึ่งจะทำให้กระเบื้องแตกหักง่าย หรือร่อนออกมา ต้องรีบรื้อแล้วปูใหม่ทันทีครับ

2. ทดสอบความเรียบและความลาดเอียง

เพื่อให้เวลาเดินสบายเท้าไม่สะดุด และน้ำไม่ขัง สามารถทดสอบได้ด้วย 2 วิธีได้แก่

  • เช็กความเรียบ: ใช้เครื่องวัดระดับน้ำวางพาดเพื่อดูความเสมอกัน หรือจะใช้ “วิธีวางเหรียญ” ตรงรอยต่อของกระเบื้อง 2 แผ่น แล้วลองกดดู ถ้าเหรียญกระดกแสดงว่ากระเบื้องปูไม่เสมอกันครับ
  • เช็กความลาดเอียง: โดยเฉพาะในห้องน้ำให้ลองใช้ลูกแก้ววางบนพื้น ถ้าลูกแก้วกลิ้งไหลไปท่อระบายน้ำ แสดงว่าปูได้ระดับความลาดเอียงถูกต้องและน้ำจะไม่ขังเป็นแอ่งจนเกิดคราบเมือกครับ

3. สังเกตร่องยาแนว

ร่องยาแนวที่ถูกต้องต้องมีความสม่ำเสมอและต้องตรวจดูว่ายาแนวเต็มร่องทุกจุดไหม มีรอยหลุม รอยยุบ หรือรอยแตกไหม เพราะช่องว่างอาจเป็นที่สะสมของฝุ่น แมลง และความชื้นได้ครับ

ปูกระเบื้องตารางเมตรละเท่าไหร่ ? ส่องค่าแรงปูกระเบื้องก่อนตัดสินใจ

ราคาค่าแรงปูกระเบื้องอาจจะเปลี่ยนไปตามปัจจัยต่าง ๆ  เช่น ขนาดของแผ่นกระเบื้อง ขนาดของพื้นที่และความยากของเนื้องาน ซึ่งช่างต้องมีความชำนาญและความละเอียดในการใช้เครื่องมือเฉพาะ ทำให้ค่าปูกระเบื้องสูงขึ้นตามไปด้วย โดยน้อง “น่าอยู่” ได้ประมาณการค่าปูตามประเภทกระเบื้องดังนี้ครับ

  • กระเบื้องเซรามิก: 300-400 บาท/ตร.ม.
  • กระเบื้องแพทเทิร์น: 300-500 บาท/ตร.ม.
  • กระเบื้องแกรนิตโต้ / พอร์ซเลน: 350-550 บาท/ตร.ม.
  • กระเบื้องหินอ่อน / หินเทียม: 800-1,200 บาท/ตร.ม.
  • กระเบื้องยาง SPC: 200-300 บาท/ตร.ม.  

ปูกระเบื้องทับกระเบื้องเดิมได้เลยไหม ?

การปูกระเบื้องทับของเดิมสามารถทำได้ แต่มีเงื่อนไขสำคัญที่พื้นเดิมต้องมีความแข็งแรงสูง และเลือกใช้ปูนกาวปูกระเบื้องชนิดที่มีแรงยึดเกาะสูงพิเศษเพื่อให้เนื้อปูนยึดติดกับกระเบื้องเดิมได้แน่น แต่ถ้าเป็นอาคารที่มีอายุการใช้งานยาวนาน แนะนำให้ปรึกษาวิศวกรเพื่อตรวจสอบโครงสร้างผนังหรือพื้นเดิมยังสามารถรับน้ำหนักเพิ่มได้

บทส่งท้าย

การปูกระเบื้องให้ได้คุณภาพไม่ได้อยู่แค่ที่ความสวยงาม แต่อยู่ที่การเลือกวัสดุอย่างปูนกาวปูกระเบื้องให้ถูกประเภทและการคุมมาตรฐานการปูที่ถูกต้องครับ แม้จะมีต้นทุนค่าแรงที่สูงกว่าการปูแบบเดิมเล็กน้อย แต่ผลลัพธ์ที่ได้คือพื้นบ้านที่สวยทนทานและปลอดภัยไปอีกนานครับ

สำหรับเพื่อน ๆ ที่หาข้อมูลเรื่องบ้าน ไม่ว่าจะเป็นไอเดียแต่งห้องสวย ๆ หรือหาผู้รับเหมาสามารถเข้าไปดูบริษัทรับสร้างบ้าน ได้ที่เว็บไซต์ “น่าอยู่” แหล่งรวมข้อมูลอัปเดตสาระดี ๆ สำหรับคนรักบ้าน

คำถามที่พบบ่อย

1. ทําไมกระเบื้องถึงระเบิดในช่วงหน้าหนาว ?

Answer: เพราะอุณหภูมิที่ลดลงอย่างรวดเร็วทำให้โครงสร้างปูนหดตัว หรือกระเบื้องขยายตัวไม่เท่ากัน ซึ่งถ้าปูชิดกันเกินไปหรือมีโพรงอากาศใต้แผ่นแรงดันจะทำให้กระเบื้องโก่งตัวและระเบิดออกมาครับ

2. ปูกระเบื้องห้องน้ำต้องทากันซึมก่อนไหม ?

Answer: ต้องทาครับ ควรทาซีเมนต์กันซึมอย่างน้อย 2 รอบก่อนเริ่มปูกระเบื้อง เพื่อป้องกันน้ำรั่วซึมลงโครงสร้างชั้นล่าง ซึ่งจะเป็นปัญหาใหญ่ที่ต้องซ่อมแซมในภายหลัง

3. เลือกกระเบื้องปูพื้นในบ้านแบบไหนดี ?

Answer: ควรเลือกกระเบื้องที่มีค่ากันลื่น (R) ให้เหมาะสมกับพื้นที่ เช่น ห้องนอนใช้ผิวเรียบทั่วไป แต่ถ้าเป็นห้องน้ำหรือพื้นที่ที่โดนความชื้นเป็นประจำควรใช้ค่ากันลื่น R10 ขึ้นไป เพื่อความปลอดภัยครับ