Yield คืออะไร? มารู้จักอาวุธลับนักลงทุนอสังหาฯ

สำหรับใครที่กำลังมองหาช่องทางสร้างรายได้ให้งอกเงย การหันมาลงทุนกับอสังหาริมทรัพย์เพื่อปล่อยเช่า ถือเป็นตัวเลือกที่กำลังเป็นที่นิยมอย่างต่อเนื่อง แต่ก่อนจะตัดสินใจเปลี่ยนอสังหาฯ ไม่ว่าจะเป็นบ้านมือหนึ่งหรือคอนโดให้เป็น Passive Income ทุกคนจะต้องทำความเข้าใจว่า Yield คืออะไร? เพราะนี่คือเข็มทิศที่จะบอกว่าบ้านหรือคอนโดที่ตัดสินใจลงทุนจะสร้างกำไรให้ได้จริงไหม หรือจะกลายเป็นภาระในอนาคต

ก่อนลงทุนต้องรู้ Yield คืออะไร?

ถ้าจะอธิบายให้เข้าใจง่ายที่สุด Yield คือ อัตราผลตอบแทนจากการลงทุนที่คำนวณออกเป็นเปอร์เซนต์ (%) ต่อปีครับ เหมือนกับการที่เราฝากเงินธนาคารแล้วได้ดอกเบี้ย แต่ในบริบทของอสังหาฯ กำไรตัวเลขนี้จะบอกเราว่า “ค่าเช่า” ที่เราได้รับ เมื่อเทียบกับ “เงินลงทุน” ที่จ่ายไปมีความคุ้มค่ามากน้อยแค่ไหน ยิ่งค่าตัวเลขสูง แปลว่าทรัพย์สินนั้นมีประสิทธิภาพการทำกำไรที่สูง

เจาะลึกวิธีคำนวณ Yield คืออะไร? 3 ประเภท Rental Yield

พอพูดถึงเรื่องตัวเลข หลายคนอาจคิดว่าเป็นเรื่องยุ่งยาก แต่ความจริงแล้วการเข้าใจว่า Yield คืออะไร? ในแต่ละสูตรการคำนวณ ซึ่งจะช่วยให้เรามองเห็นความเป็นไปได้ของผลตอบแทนได้ชัดเจนขึ้นครับ เพราะบางครั้งตัวเลขที่โครงการบอกเราอาจจะเป็นแค่รายได้ดิบ ๆ แต่กำไรจริง ๆ หลังหักต้นทุนจะต่างออกไป ก่อนจะเริ่มวางแผนลงทุน น้อง “น่าอยู่” ขอแยกประเภทของ Rental Yield ออกเป็น 3 แบบที่ต้องเจอ ดังนี้

Gross Yield (อัตราผลตอบแทนเบื้องต้น)

Gross Yield หรืออัตรากำไรเบื้องต้น คือการมองภาพรวมแบบเร็ว ๆ ว่าอสังหาฯ ที่ลงทุนมีศักยภาพในการทำเงินแค่ไหน โดยเราจะเอา “ค่าเช่าที่คาดว่าจะได้รับทั้งปี” มาหารด้วย “ราคาที่ซื้อทรัพย์สินนั้น ๆ” โดยที่ยังไม่ต้องหักค่าใช้จ่ายส่วนอื่น ซึ่งวิธีนี้เหมาะมากเวลาที่เราต้องการเปรียบเทียบระหว่างหลาย ๆ ทำเล ว่าโซนไหนที่ค่าเช่าคุ้มกับราคาตัวบ้านมากกว่ากัน

สูตรการคำนวณ: (ค่าเช่าตลอดทั้งปี ÷ ราคาซื้ออสังหาฯ) x 100 = Gross Rental Yield (%)

ตัวอย่าง:

  • ซื้อคอนโดมา 2 ล้านบาท
  • ปล่อยเช่าเดือนละ 10,000 บาท (120,000 บาท/ปี)
  • ค่า Gross Yield จะเป็น (120,000 ÷ 2,000,000) x 100 = 6% ต่อปี

Net Yield (อัตราผลตอบแทนสุทธิ)

สูตรต่อมาคือการเพิ่มปัจจัยการคำนวณเข้ามาอีกหนึ่งอย่างครับ เพราะในการเป็นเจ้าของบ้านหรือคอนโด เราไม่ได้มีแค่รายได้อย่างเดียว แต่ยังมี “รายจ่าย” อื่น ๆ ตามมาด้วย เช่น ค่าส่วนกลางรายปี ค่าประกันภัย หรือแม้แต่ค่าซ่อมแซมเล็ก ๆ น้อย ๆ

ดังนั้นอัตราผลตอบแทนสุทธิเลยเป็นการเอา “ค่าเช่าทั้งปี” มาลบ “ค่าใช้จ่ายรวมทั้งปี” ออกก่อน แล้วค่อยเอาไปหา % ครับ วิธีนี้จะทำให้เรารู้ว่าสุดท้ายแล้วเงินที่เหลือเข้ากระเป๋าเราจริง ๆ จาก Yield คือเท่าไหร่กันแน่

สูตรการคำนวณ: [(ค่าเช่าตลอดทั้งปี - ค่าใช้จ่ายรวมทั้งปี) ÷ ราคาซื้ออสังหาฯ] x 100 = Net Rental Yield (%)

ตัวอย่าง:

  • ซื้อคอนโดมา 2 ล้านบาท
  • ปล่อยเช่าเดือนละ 10,000 บาท (120,000 บาท/ปี)
  • รวมค่าส่วนกลางที่ต้องจ่ายปีละ 12,000 บาท
  • ค่า Net Yield จะเป็น [(120,000 - 12,000) ÷ 2,000,000] x 100 = 5.4% ต่อปี

Cash on Cash Yield (อัตราผลตอบแทนจากเงินสด)

อสังหาฯ ส่วนใหญ่เราอาจจะไม่ได้ซื้อสด แต่เป็นการกู้ธนาคารมาลงทุน ดังนั้นเราจะไม่ใช้ราคาเต็มของอสังหาฯ นั้น ๆ มาคิด แต่จะใช้ “เงินสดที่จ่ายจริง” เช่น เงินดาวน์ ค่าโอน ค่าตกแต่งเพิ่มมาเป็นตัวตั้ง แล้วเอา “กระแสเงินสดที่เหลือจากหักค่างวดกับธนาคาร” แล้วมาหารอีกทีครับ

ซึ่งวิธีนี้จะบอกเราว่าเงินก้อนที่เอาไปลงทุนจะคุ้มค่าแค่ไหนพอเทียบกับการเอาไปฝากประจำหรือซื้อกองทุน ซึ่งคำตอบของ Yield คือ ความคุ้มค่าของ “เงินเย็น” ในมือนั่นเองครับ

สูตรการคำนวณ: [(ค่าเช่าตลอดทั้งปี - ค่าใช้จ่ายรวมทั้งปี - เงินผ่อนธนาคารต่อปี) ÷ เงินสดที่ลงทุน] x 100 = Cash on Cash Rental Yield (%)

ตัวอย่าง:

  • ใช้เงินดาวน์และค่าโอนรวม 4 แสนบาท
  • ปล่อยเช่าเดือนละ 10,000 บาท (120,000 บาท/ปี)
  • รวมค่าส่วนกลางที่ต้องจ่ายปีละ 12,000 บาท
  • ค่าผ่อนแบงก์ 7,000/เดือน (84,000 บาท/ปี)
  • ค่า Cash on Cash Yield จะเป็น [(120,000 - 12,000 - 84,000) ÷ 400,000] x 100 = 6% ต่อปี

Yield Guarantee ต่างกับ Rental Yield ยังไง?

หลายคนอาจสับสนเวลาเห็นป้ายโฆษณาคอนโดที่ระบุว่า “การันตีผลตอบแทน” ความจริง Yield Guaruntee คือ ข้อเสนอจากโครงการที่สัญญาว่าจะจ่ายเงินปันผลให้เราตามเรทที่กำหนด (เช่น 5% นาน 3 ปี) ไม่ว่าจะมีผู้เช่าจริงหรือไม่มีก็ตาม เหมาะสำหรับสายลงทุนที่ไม่ชอบความเสี่ยงเรื่องห้องว่าง

ส่วน Rental Yield คือ ผลตอบแทนจริงตามกลไกตลาดครับ ซึ่งอาจจะสูงกว่าหรือต่ำกว่าที่การันตีก็ได้หลังจากหมดสัญญา ดังนั้นการเข้าใจว่า Yield คืออะไรในระยะยาวหลังจากจบการันตี ถึงเป็นเรื่องที่นักลงทุนต้องการทำบ้านให้ดีครับ

ทำไม %Yield บางที่สูง แต่บางที่ต่ำ?

ในการลงทุนอสังหาฯ หลายคนคงสงสัยว่าทำไมคอนโดราคาเท่ากัน แต่อีกที่กลับปล่อยเช่าได้แพงกว่า หรือทำไมบางช่วงผลตอบแทนที่เราเคยได้ถึงลดลง ซึ่งจากที่ดูสูตรการคำนวณ 3 แบบมาค่า Yield ไม่ได้ขึ้นอยู่กับแค่ราคาซื้อขายอย่างเดียว แต่ยังมีปัจจัยรอบด้านที่คอย “ปั้น” หรือ “ทุบ” ตัวเลขผลตอบแทนของเราอยู่เสมอ ซึ่งเราได้สรุปปัจจัยหลักออกเป็น 3 ด้าน ดังนี้ครับ

1. สภาพของทรัพย์สิน

ปัจจัยแรกมาจากสิ่งที่เราเลือกซื้อ ซึ่งเป็นสิ่งที่เราควบคุมได้ตั้งแต่ต้น ได้แก่:

  • ทำเล: ทำเลที่ตั้งคือตัวกำหนดอัตราผลตอบแทนจากการลงทุน ถ้าอสังหาฯ ที่เราลงทุนอยู่ใกล้จุด Strategic Point เช่น รถไฟฟ้า แหล่งทำงานขนาดใหญ่ หรือแหล่งสถานศึกษา ความต้องการเช่าจะสูงมาก ทำให้เราอัพค่าเช่าได้ดีและเปอร์เซ็นต์ Yield ก็จะเพิ่มขึ้นครับ
  • สภาพและการตกแต่ง: ทรัพย์สินที่มีการตกแต่งสวยงาม ฟังก์ชันครบ มีสภาพที่น่าอยู่ ก็จะช่วยดึงดูดผู้เช่าได้ดีกว่าห้องเปล่า ทำให้ปล่อยห้องได้ไว
  • สิ่งอำนวยความสะดวก: พื้นที่ส่วนกลางที่โดดเด่น เช่น สระว่ายน้ำระบบเกลือ ฟิตเนส 24 ชม. หรือระบบรักษาความปลอดภัยที่ดี คือปัจจัยเสริมที่ทำให้ผู้เช่ากล้าจ่ายแพงขึ้นเพื่อแลกกับคุณภาพชีวิตที่ดี

2. กระแสการตลาดและเศรษฐกิจ

ปัจจัยภายนอกเป็นสิ่งที่เราต้องพิจารณาให้ถี่ถ้วน เพื่อประเมินว่าทิศทางของ Yield คือยังไงในอนาคต

  • อุปสงค์และอุปทาน: ถ้าในทำเลนั้นมีโครงการเปิดใหม่เยอะเกินไปจนล้นตลาด (Over Supply) จะเกิดสงครามราคาเพื่อแย่งผู้เช่า ทำให้ค่า Yield ต่ำลง ซึ่งในทางกลับกันถ้าทำเลไหนหาห้องเช่าได้ยาก แต่ความต้องการของผู้เช่าสูง อัตราผลกำไรที่จะได้ก็ยิ่งสูงตามครับ
  • ทิศทางดอกเบี้ยและเงินเฟ้อ: เมื่อดอกเบี้ยขาขึ้น ต้นทุนของเราที่เป็นผู้กู้ซื้อก็จะสูงขึ้นทันที ทำให้ค่า CoC (Cash on Cash Yield) ของเราลดลง ขณะที่เงินเฟ้ออาจทำให้ค่าครองชีพสูงขึ้น จนผู้เช่าแบกรับค่าเช่าที่แพงไม่ไหว เราเลยต้องปรับกลยุทธ์ราคาให้สมดุลกับแนวโน้มที่เกิดขึ้น
  • ผังเมืองและการพัฒนาในอนาคต: การมีห้างสรรพสินค้าใหม่ หรือรถไฟฟ้าสายใหม่ตัดผ่านจะช่วยยกระดับราคาเช่าในพื้นที่นั้นให้พุ่งสูงขึ้นแบบก้าวกระโดด

3. รายจ่ายและต้นทุนแฝง

ปัจจัยสุดท้ายคือ “กำไรที่รั่วไหล” ครับ ซึ่งมักจะเป็นสิ่งที่นักลงทุนมือใหม่มองข้าม ได้แก่:

  • ค่าส่วนกลาง: โครงการระดับ Super Luxury ส่วนใหญ่จะมีค่าส่วนกลางที่สูงมาก ถ้าเราคำนวณอัตรากำไรการปล่อยเช่าโดยลืมคิดส่วนนี้ไป อาจจะเห็นว่ากำไรที่เหลือจริง ๆ อาจน้อยกว่าที่เราคิดครับ
  • ค่าเสื่อมสภาพและงานซ่อมบำรุง: ทรัพย์สินที่สร้างมานานอาจจะมีค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมตามมาเสมอ เช่น ค่าซ่อมแอร์ ก๊อกน้ำที่รั่ว ซึ่งรายจ่ายจุกจิกพวกนี้คือตัวการที่ทำให้ Net Yield ของเราลดลงได้
  • ภาษีและค่าธรรมเนียม: ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง รวมถึงค่าธรรมเนียมการโอนและภาษีรายได้จากการเช่า คือต้นทุนทางกฎหมายที่ต้องเอามาคำนวณด้วยเสมอ เพื่อให้เห็นภาพรวมของผลตอบแทนที่แท้จริง

Yield ระดับไหน? ถึงคุ้มต่อการลงทุน

ยิ่งอัตรากำไรหรือค่าเปอร์เซ็นต์ Yield สูง โอกาสที่จะได้ผลตอบแทนจากการลงทุนอสังหาฯ ก็สูงตาม แต่ต้องคำนึงถึงที่มาของเปอร์เซ็นต์ที่สูง อาจเกิดจากมูลค่าของทรัพย์สินลดลงไหม? ซึ่งพอเราเอาไปคำนวณแล้วได้เปอร์เซ็นต์สูง แต่ผลตอบแทนอาจจะสวนทางกัน ดังนั้นควรเลือกการลงทุนที่มีระดับเปอร์เซ็นต์สูงกว่าดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายเพื่อให้เกิดความคุ้มค่า โดยคิดเป็นระดับดังนี้ครับ

  • 4-5% ถือว่าพอใช้ได้สำหรับทรัพย์สินในทำเลทอง (Prime area) ที่เน้นโอกาสการสร้างกำไรจากมูลค่าทรัพย์สินที่เพิ่มขึ้นในอนาคต (Capital Gain)
  • 6-8% คือค่าเฉลี่ยที่น่าลงทุน เพราะครอบคลุมดอกเบี้ยธนาคารที่เราต้องจ่ายและยังเหลือเงินเข้ากระเป๋าเพิ่มอีกด้วยครับ
  • 8% ขึ้นไป ถือว่าเป็นอัตรากำไรที่สูงมาก ซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ในทำเลเฉพาะกลุ่ม เช่น ใกล้มหาวิทยาลัย แหล่งที่ผู้คนอาศัยพลุกพล่าน

แนะนำให้ตัวเลขเปอร์เซ็นต์ Yield ที่คำนวณได้สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยกู้บ้านอย่างน้อย 1-2% เพื่อไม่ให้เป็นภาระของเราในอนาคตครับ

เผยเคล็ด(ไม่)ลับ อัป Yield ให้พุ่ง

การปล่อยเช่าให้ได้กำไรดี ไม่ใช่แค่ค่าการรอคนมาเช่าอสังหาฯที่เราลงทุน แต่ต้องใช้กลยุทธ์ ในการปั้นตัวเลขให้สวย ซึ่งคำตอบของการอัปค่า Yield คือการสร้างมูลค่าเพิ่มที่คู่แข่งเลียนแบบได้ยาก น้องน่าอยู่เลยมาสรุปเทคนิคการทำกำไรแบบเน้น ๆ มาให้ดังนี้ครับ

  • ตั้งราคาให้ วิน-วิน ด้วย Data driven: การลงทุนไม่ควรตั้งราคาตามใจตัวเอง แต่ต้องสำรวจตลาดในโซนที่วางแผนลงทุนซึ่งสามารถเข้าไปเช็กที่หน้า แนะนำข้อมูลการเลือกซื้อคอนโด หรือหมวดอสังหาฯ อื่น ๆ ที่เว็บไซต์ “น่าอยู่” เพื่อดูว่าคู่แข่งปล่อยเช่าเท่าไหร่
  • ตกแต่งให้มีความน่าเช่า: ห้องที่ตกแต่งด้วยสไตล์สวย ๆ ไม่ว่าจะแนวโมเดิร์น หรือโทนมินิมอล จะช่วยให้ผู้เช่าตัดสินใจได้ไวขึ้น และยังเป็นปัจจัยที่สามารถอัปค่าเช่าได้อีก เพราะหลายคนพร้อมที่จะจ่ายแพงขึ้นเพื่อแลกกับประสบการณ์การอยู่อาศัยที่ดีครับ
  • ยกระดับ Content & Visual Marketing: ในยุคที่คนตัดสินใจผ่านหน้าจอ ภาพถ่ายห้องต้อง "สะกดสายตา" ตั้งแต่รูปแรกครับ แนะนำให้ถ่ายในช่วง Golden Hour (แสงเช้าหรือเย็น) และลงประกาศด้วยคลิปวิดีโอสั้นหรือ Virtual Tour 360 องศา เพื่อให้ผู้เช่าเห็นภาพรวมที่ชัดเจน ซึ่งจะช่วยลดระยะเวลาห้องว่าง (Vacancy Rate) และทำให้ได้ Yield ที่ได้ผลตอบแทนเต็มเม็ดเต็มหน่วยตลอดทั้งปี
  • Flexible Lease: เลือกโมเดลการเช่าให้ถูกทำเล: หากอสังหาฯ ของคุณอยู่ในย่าน CBD หรือใกล้มหาวิทยาลัย การทำสัญญาแบบระยะสั้น (เช่น 3-6 เดือน) หรือการเพิ่มบริการเสริมอย่างแม่บ้านทำความสะอาดเดือนละครั้ง จะช่วยให้คุณเรียกค่าเช่าต่อเดือนได้สูงกว่าปกติครับ แต่ถ้าเน้นความมั่นคง การหาผู้เช่าระยะยาว (1 ปีขึ้นไป) พร้อมส่วนลดเล็กน้อยเมื่อต่อสัญญา ก็เป็นวิธีรักษาค่า Yield ให้คงที่และลดต้นทุนค่าซ่อมบำรุงจากการย้ายเข้า-ออกบ่อย ๆ ได้ดีครับ
  • บริหารต้นทุนด้วยการ Retention: เคล็ดลับที่หลายคนมองข้ามคือการทำ "Retention" หรือรีไฟแนนซ์เพื่อลดดอกเบี้ยธนาคารทุก ๆ 3 ปีครับ เพราะเมื่อต้นทุนดอกเบี้ยลดลง แต่ค่าเช่ายังเท่าเดิมหรือเพิ่มขึ้น จะส่งผลให้ Cash on Cash Yield ของคุณพุ่งสูงขึ้นทันทีโดยไม่ต้องลงแรงเพิ่มเลยครับ

สรุป Yield คืออะไร?

Yield คือ เครื่องมือตรวจสอบความคุ้มค่าของการลงทุนอสังหาฯ ที่ช่วยเปลี่ยนจากความรู้สึกชอบ หรือถูกใจมาเป็น “ตัวเลข” ที่วัดผลได้จริง การหมั่นเช็กค่า Yield ของตัวเองอยู่เสมอจะช่วยให้เรารู้ว่าทรัพย์สินที่มียังทำเงินได้ดีอยู่ไหม หรือถึงเวลาที่ควรจะขายเพื่อเปลี่ยนไปลงทุนในที่ที่ให้ผลตอบแทนดีกว่านี้ครับ

คำถามที่พบบ่อย

1. ถ้าห้องว่างไม่มีใครเช่า ค่า Yield จะลดไหม?

Answer: ลดลงครับ เพราะในการคำนวณ Yield รายปี เราต้องนับรายได้ที่เกิดขึ้นจริง ถ้ามีช่วงที่ห้องว่าง 2-3 เดือน รายได้รวมต่อปีก็ถือว่าหายไป ทำให้ค่าเฉลี่ย Yield ลดต่ำลงทันที

2. รีไฟแนนซ์จะช่วยให้ Yield เพิ่มขึ้นได้ยังไง?

Answer: ข้อดีของการรีไฟแนนซ์บ้าน คือการย้ายไปรับดอกเบี้ยที่ถูกลงจากธนาคารใหม่ ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อ Cash on Cash Yield ครับ เมื่อดอกเบี้ยถูกลง ค่างวดที่ต้องจ่ายก็ลดลง ทำให้มีรายได้เข้ากระเป๋าแต่ละเดือนเพิ่มขึ้น

3. Bond Yield คืออะไร?

Answer: Bond Yield คือ อัตราผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาล ถึงจะเป็นคนละเรื่องกับการปล่อยเช่าบ้าน แต่ก็มีความเกี่ยวข้องกัน เพราะถ้า Bond yield พุ่งสูงขึ้น นักลงทุนอาจจะย้ายเงินออกจากอสังหาฯ เพื่อไปซื้อพันธบัตรแทนเพราะปลอดภัยกว่าครับ

บทส่งท้าย

การเข้าใจเรื่อง Yield ไม่ใช่แค่เรื่องตัวเลข แต่คือการวางแผนเพื่อความมั่นคงทางการเงินในระยะยาว เราหวังว่าบทความนี้จะช่วยให้ทุกคนมองเห็นภาพชัดเจนขึ้นว่า Yield คืออะไร และมีวิธีวางแผนเริ่มลงทุนได้อย่างคุ้มค่ามากที่สุดนะครับ

และถ้าใครกำลังมองหาอสังหาฯ ทำเลสวย ๆ ที่มีโอกาสเพิ่ม Yield สูง ไม่ว่าจะเป็นบ้านเดี่ยว, บ้านแฝด, คอนโดและทาวน์โฮม สามารถเข้าไปเลือกชมโครงการที่ตอบโจทย์แผนการลงทุนของทุกคนได้ที่เว็บไซต์ ”น่าอยู่” พร้อมบทความสาระน่ารู้เกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์และการเงินอีกมากมายครับ