สรุปเน้นๆ! เทรนด์อสังหาฯ 2569 : การตลาดยุค AI ที่คนขายบ้านต้องรู้
ก้าวเข้าสู่ยุคที่ สังคมให้ความสำคัญกับ AI มากขึ้น เชื่อว่าหลายคนคงกำลังมองหาทิศทางในการปรับตัวทำการตลาดในปีนี้กันอยู่ใช่ไหมคะ ใครที่ยังไม่เคยลองใช้ AI หรือเพิ่งเริ่มจะจริงจัง น้องบุรีรัมย์น่าอยู่ มีข้อมูลสุด Exclusive จากงาน Workshop การตลาดล่าสุดโดย บุรีรัมย์น่าอยู่ และ สุรินทร์ มาสรุปให้ฟังแบบเข้าใจง่าย
เนื้อหาเน้นๆ จาก Data จริงของคนหา บ้านบุรีรัมย์ และพื้นที่ใกล้เคียง ซึ่งบอกเลยว่ามีหลายเรื่องที่ "เซอร์ไพรส์" และเป็นสิ่งที่คู่แข่งของคุณอาจจะยังไม่รู้! โดยเฉพาะเรื่องของ เทรนด์อสังหาฯ 2569 ที่กำลังจะเปลี่ยนพฤติกรรมคนซื้อบ้านไปตลอดกาล เตรียมสมุดปากกามาจด แล้วไปลุยกันเลย!
เจาะลึก เทรนด์อสังหาฯ 2569 ผ่าน Data พฤติกรรมคนหาบ้านที่เปลี่ยนไป
ก่อนจะไปพูดถึงเรื่องเทคโนโลยี หรือ AI Overview เราต้องเข้าใจพฤติกรรม "คน" หาบ้านบุรีรัมย์กันก่อน ข้อมูลที่น่าสนใจจากสถิติผู้ใช้งานกว่า 170,000 รายในแพลตฟอร์ม nayoo.co พบว่าพฤติกรรมของคนในจังหวัดบุรีรัมย์และจังหวัดใกล้เคียงมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่น่าจับตามอง และเป็นสัญญาณบ่งบอกถึง เทรนด์อสังหาฯที่กำลังเปลี่ยนไป ได้เป็นอย่างดี
1. คนยังติดโซเชียล แต่ Google เริ่มมาแรง
ในขณะที่จังหวัดใหญ่อย่างขอนแก่นหรืออุบลราชธานี มีสัดส่วนคนค้นหาบ้านผ่าน Google สูงถึง 70-80% แต่สำหรับบุรีรัมย์ ตัวเลขนี้อยู่ที่ประมาณ 43% ซึ่งถือว่าน้อยกว่าที่อื่น สาเหตุเพราะคนบุรีรัมย์ส่วนใหญ่ยังคงเสพสื่อและหาข้อมูลผ่าน Social Media อย่าง Facebook เป็นหลัก
แต่! ตัวเลข 43% นี้กำลังไต่ระดับสูงขึ้นเรื่อยๆ จากเดิมที่เคยอยู่แค่ 30% ปลายๆ นี่คือสัญญาณเตือนว่า พฤติกรรมคนกำลังเปลี่ยนช้าๆ โดยคนเริ่มต้องการข้อมูลที่ค้นหาได้เอง เปรียบเทียบได้ และมีความน่าเชื่อถือมากกว่าแค่โพสต์ในฟีดข่าวโซเชียล ดังนั้นการเตรียมพร้อมเรื่อง SEO และเว็บไซต์จึงเป็นเรื่องสำคัญมากสำหรับ เทรนด์อสังหาฯ 2569
2. กลุ่มเป้าหมายเด็กลงอย่างน่าตกใจ
ปกติแล้วกลุ่มคนที่มองหาบ้านหรือสร้างบ้านในจังหวัดอื่นๆ มักจะเป็นกลุ่มวัยกลางคน (40-50 ปี) แต่ข้อมูล เทรนด์อสังหาฯ 2569 ของจ.บุรีรัมย์กลับพบว่า คนกลุ่มอายุ 25-34 ปี เป็นกลุ่มที่มีสัดส่วนการค้นหาสูงมาก และกว่า 70% เป็นผู้หญิง!
ข้อมูลนี้บอกอะไรเรา? มันบอกว่า First Jobber หรือคนที่เพิ่งเริ่มทำงานได้ไม่นาน เริ่มมองหาความมั่นคงเร็วขึ้น และพวกเขาเหล่านี้เติบโตมากับเทคโนโลยี ดังนั้นการสื่อสาร การตลาดออนไลน์ ต้องปรับให้เข้ากับจริตคนรุ่นใหม่ ทันสมัย รวดเร็ว และเข้าถึงง่าย
3. ค้นหาจาก "ทำเล" และ "ประเภท" มากกว่า "แบรนด์"
สิ่งที่แตกต่างอย่างชัดเจนคือ คนขอนแก่นมักจะพิมพ์ชื่อแบรนด์โครงการเพื่อค้นหาโดยตรง แต่คนบุรีรัมย์ส่วนใหญ่ยังค้นหาด้วยคำกว้างๆ (Generic Keywords) เช่น "บ้านเดี่ยว", "บ้านแฝด", "คอนโด" หรือค้นหาตามสถานที่สำคัญ เช่น "ทำเลใกล้โรบินสัน", "ใกล้ราชภัฏบุรีรัมย์"
ซึ่งนี่คือโอกาสทองของผู้ประกอบการรายย่อย! เพราะในเมื่อลูกค้ายังไม่มีแบรนด์ในใจ ถ้าเราสามารถทำ การตลาดออนไลน์ ให้ชื่อโครงการของเราไปปรากฏอยู่ในคำค้นหาเหล่านั้นได้ เราก็มีสิทธิ์เท่าเทียมกับแบรนด์ใหญ่ในการแย่งชิงลูกค้าทันที
เผย Data เทรนด์อสังหาฯ 2569 จ.บุรีรัมย์: ลูกค้าไม่ใช่คนในพื้นที่? และโซนไหนคือทำเลทอง?
นอกจากพฤติกรรมออนไลน์แล้ว เทรนด์อสังหาฯ 2569 ของบุรีรัมย์ยังมีลักษณะเฉพาะถิ่นที่น่าสนใจมาก จากการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก เราพบความจริงที่อาจทำให้หลายคนต้องรื้อแผนการตลาดใหม่!
1. ลูกค้าตัวจริง...ไม่ใช่คนบุรีรัมย์ (เสมอไป)
เรื่องนี้เซอร์ไพรส์มาก! จากข้อมูลระบุตำแหน่งผู้ค้นหา (Location) พบว่าคนที่เป็นลูกค้าหลักในการค้นหาบ้านในบุรีรัมย์ อันดับ 1 คือคนจาก "กรุงเทพฯ" ตามมาด้วยจังหวัดเพื่อนบ้านอย่าง "โคราช" ส่วนคนบุรีรัมย์ในพื้นที่จริงๆ นั้น ตกไปอยู่อันดับที่ 4 เลยทีเดียว!
กลยุทธ์ที่ต้องปรับ :
- เลิกยิงโฆษณาจำกัดพื้นที่แค่ในอำเภอเมืองบุรีรัมย์! แต่ควรขยายกลุ่มเป้าหมาย (Targeting) ไปยังคนที่ทำงานในกรุงเทพฯ หรือโคราช ที่มีพฤติกรรมสนใจอสังหาฯ (อาจเป็นคนบุรีรัมย์ที่ไปทำงานต่างถิ่นและกำลังวางแผนกลับมาอยู่บ้าน)
- คอนเทนต์ต้องสื่อสารถึง "การกลับบ้าน" หรือ "ความคุ้มค่าเมื่อเทียบกับอสังหาฯ ในเมืองใหญ่"
2. สมรภูมิเดือดอยู่ที่ "โซน เทศบาลตำบลอิสาณ" แต่โอกาสใหม่อยู่ทิศตะวันตก
จากข้อมูลคนหาบ้านในช่วงปี 2568 ที่ผ่านมา ความสนใจในการค้นหาบ้าน เริ่มย้ายจากโซนในเมืองบุรีรัมย์ ไปสู่ New Opportunity (ทิศตะวันตก)และ ทิศตะวันตกและตะวันตกเฉียงใต้ มากขึ้น ได้แก่
- Red Ocean (โซน A - เทศบาลตำบลอิสาณ): ความสนใจกว่าครึ่งหนึ่งกระจุกตัวอยู่ที่นี่ แต่คู่แข่งก็ดุเดือดมาก โดยมีโครงการในโซนนี้ถึง 38 โครงการ! และมีโครงการเจ้าถิ่นที่ครองความสนใจสูง ใครจะเข้าโซนนี้ต้องทำการบ้านหนักมาก โดยความสนใจพุ่งไปที่บ้านกลุ่มราคา 2-3 ล้านบาท
- Blue Ocean (โซน B - ชุมเห็ด/โกรกขี้หนู /โรงพยาบาลบุรีรัมย์ราม): ในโซนนี้ความสนใจยังคงพุ่งไปที่ราคา 2-3 ล้านบาท แต่การแข่งขันน้อยกว่า มีเพียง 9 โครงการ แต่ก็มีเจ้าตลาดแบ่งเค้กกันชัดเจน
| ประเด็นเปรียบเทียบ |
Red Ocean โซน A : เทศบาลตำบลอิสาณ |
Blue Ocean โซน B : ชุมเห็ด / โกรกขี้หนู / รพ.บุรีรัมย์ราม |
| ลักษณะทำเล | โซนเมือง ใจกลางความเจริญเดิม | โซนขยายเมือง ทิศตะวันตก–ตะวันตกเฉียงใต้ |
| ระดับความสนใจของผู้หาบ้าน | สูงมาก (มากกว่าครึ่งของความสนใจทั้งหมด) | กำลังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง |
| จำนวนโครงการในพื้นที่ | 38 โครงการ | 9 โครงการ |
| ระดับการแข่งขัน | สูงมาก (Red Ocean เต็มรูปแบบ) | ปานกลางถึงต่ำ (ยังมีช่องว่างตลาด) |
| กลุ่มราคาที่ได้รับความสนใจสูงสุด | 2–3 ล้านบาท | 2–3 ล้านบาท |
| ลักษณะคู่แข่ง | มีโครงการเจ้าถิ่นครองการรับรู้ของตลาด | มีเจ้าตลาดชัดเจน แต่ยังไม่แน่นเต็มพื้นที่ |
| อุปสรรคหลัก | ต้นทุนการตลาดสูง ต้องสร้างความแตกต่างหนัก | ต้องเร่งสร้างการรับรู้และความเชื่อมั่นทำเล |
| โอกาสในการเข้าตลาด | โอกาสแข่งขันปานกลาง-สูง | เหมาะกับโครงการใหม่ |
| กลยุทธ์ที่เหมาะสม | แข่งด้วยแบรนด์ ฟังก์ชัน และโปรโมชั่น | จับจองทำเล สร้างภาพ New Opportunity ก่อนตลาดเต็ม |
3. "ราคา" และ "ดีไซน์" ที่คนบุรีรัมย์ยอมจ่าย
ไม่ว่าจะอยู่โซนไหน ระดับราคาที่เป็น Sweet Spot ขายดีที่สุดคือช่วง 2 - 3 ล้านบาท ถ้าทำราคานี้ได้ โอกาสปิดการขายก็มีสูง
สำหรับผู้ประกอบการธุรกิจ รับสร้างบ้าน ในบุรีรัมย์ การมีแบบบ้านที่ "สวย" อย่างเดียวไม่พอ แต่ต้อง "ถูกจริต" กับระดับงบประมาณของลูกค้าด้วย ข้อมูลจาก เทรนด์อสังหาฯ 2569 ชี้แนวโน้มความสนใจต่อราคาและแบบบ้าน ดังนี้
- งบประมาณ 2 - 3 ล้านบาท (ตลาดกลุ่มใหญ่): ลูกค้ากลุ่มนี้ให้ความสนใจสูงสุดไปที่ แบบบ้านสไตล์โมเดิร์น (Modern) มาเป็นอันดับ 1 ตามมาติดๆ ด้วย สไตล์คอนเทมโพรารี่ (Contemporary) ในอันดับ 2
- งบประมาณ 5 ล้านบาทขึ้นไป (ตลาดกลุ่มบน): พฤติกรรมยังคงคล้ายคลึงกัน คือยังคงเทใจให้กับความทันสมัยอย่าง Modern และความร่วมสมัยอย่าง Contemporary เป็นหลัก ไม่ได้ฉีกแนวไปเป็นสไตล์อื่นมากนัก
สรุปกลยุทธ์สำหรับผู้รับเหมา/บริษัทรับสร้างบ้าน:หากต้องการเจาะกลุ่มลูกค้าภายในจังหวัดบุรีรัมย์ให้แตก! พอร์ตโฟลิโอแบบบ้านของคุณควรมี "3 ทหารเสือ" ที่เป็น Top 3 ยอดนิยมตลอดกาล นั่นคือ
- Modern (โมเดิร์น) - พระเอกตลอดกาล
- Contemporary (คอนเทมโพรารี่) - ร่วมสมัย ขวัญใจมหาชน
- Classic (คลาสสิก) - อีกหนึ่งสไตล์ที่ยังคงติดอันดับ Top 3 ที่คนบุรีรัมย์ให้ความนิยม
ดังนั้น ปีนี้ใครกำลังจะออกแบบบ้านใหม่เข้าพอร์ต แนะนำให้โฟกัสที่ 3 สไตล์นี้เป็นหลัก จะช่วยเพิ่มความน่าสนใจให้กับลูกค้าในพื้นที่ได้
| ช่วงราคา (บาท) | แบบบ้านที่ได้รับความสนใจสูงสุด | หมายเหตุ |
|---|---|---|
| ต่ำกว่า 2 ล้าน | Contemporary และ Modern | ได้รับความสนใจรวมกันเกินครึ่ง |
| 2 – 3 ล้าน | Contemporary และ Modern | ยังคงเป็นสไตล์หลักที่ครองตลาด |
| 3 – 5 ล้าน | Modern และ Contemporary | Modern มาแรงกว่า |
| มากกว่า 5 ล้าน | Modern และ Contemporary | Modern ครองส่วนแบ่งสูงสุด |
เมื่อ AI ครองโลก: จาก "คำค้นหา" สู่ "คำถาม"
ไฮไลท์สำคัญที่สุดของ เทรนด์อสังหาฯ 2569 ไม่ใช่แค่เรื่องของ Google Search แบบเดิมๆ อีกต่อไป แต่มันคือยุคของ การใช้ AI เข้ามามีบทบาทในการตัดสินใจซื้อ ซึ่งหากเราไม่อยาก เสียลูกค้า ไป ต้องเริ่มทำความเข้าใจ พฤติกรรมคนใช้ AI เพื่อให้ สามารถทำการตลาดได้ตอบโจทย์กับกลุ่มลูกค้ามากขึ้น ซึ่งสามารถทำความเข้าใจกลุ่มลูกค้าได้ผ่าน
พฤติกรรมที่เปลี่ยนจาก "Search" เป็น "Ask"
เมื่อก่อนเวลาเราอยากได้ข้อมูล เราจะพิมพ์คำสั้นๆ ลงใน Google เช่น "บ้านบุรีรัมย์" แล้วไล่กดอ่านทีละเว็บ แต่เดี๋ยวนี้พฤติกรรมคนเปลี่ยนไปใช้ Generative AI อย่าง ChatGPT หรือ Gemini มากขึ้น โดยเปลี่ยนจากการค้นหาคำสั้นๆ เป็นการ "สอบถาม" ประโยคยาวๆ เช่น
- "ช่วยแนะนำบ้านในบุรีรัมย์ งบไม่เกิน 3 ล้านบาท ให้หน่อย"
- "เปรียบเทียบข้อดีข้อเสียระหว่างโครงการ A กับ โครงการ B"
- "บ้านใกล้โรงพยาบาลบุรีรัมย์ สไตล์มินิมอล มีที่ไหนบ้าง"
การเปลี่ยนแปลงนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่มาก เพราะ AI ไม่ได้แค่แสดงรายชื่อเว็บ แต่มันทำการ "สรุป" "แนะนำ" และ "ฟันธง" ให้ลูกค้าเสร็จสรรพ ถ้าข้อมูลโครงการของคุณไม่อยู่ในฐานข้อมูลที่ AI เชื่อถือ คุณก็จะหายไปจากหน้าจอของลูกค้าทันที
แล้วทำอย่างไรให้ AI แนะนำโครงการของเรา?
ควรปรับตัว ลงข้อมูลในหลายแหล่ง เพื่อให้เอไอมีข้อมูลเพียงพอในการ ดึงข้อมูลไปนำเสนอ บนฟังก์ชัน AIO จากการทดสอบพบว่า AI มักจะดึงข้อมูลมาจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ 3 แหล่งหลักๆ คือ
1.เว็บไซต์ Official ที่มีข้อมูลครบถ้วน
AI ชอบข้อมูลที่เป็น Text (ข้อความ) ที่อธิบายรายละเอียดชัดเจน สไตล์บ้าน ฟังก์ชัน ราคา จุดเด่น ทำเล และ ช่องทางการติดต่อ
2.Marketplace หรือเว็บรวมประกาศ
เช่น เว็บไซต์น่าอยู่ (NaYoo) หรือ DDproperty เพราะเว็บเหล่านี้มี Traffic สูง มีการอัปเดตข้อมูลอยู่เสมอ และมีการจัดอันดับที่น่าเชื่อถือ
3.Facebook Group (ไม่ใช่ Page)
AI มองว่าข้อมูลในกลุ่มซื้อขายที่มีการพูดคุยกันจริงๆ มีความเรียลและน่าเชื่อถือกว่าเพจโฆษณา
ดังนั้น กลยุทธ์ เทรนด์อสังหาฯ 2569 คือคุณต้องกระจายข้อมูลโครงการไปอยู่ในแหล่งเหล่านี้ให้ได้มากที่สุด และต้องเขียนคำบรรยายให้ละเอียด เพื่อให้ AI สามารถจับใจความและนำไปแนะนำต่อได้ เน้นการสร้างข้อมูลที่ครบถ้วนและน่าเชื่อถือ
กลยุทธ์ เทรนด์อสังหาฯ 2569 ออนไลน์: เลิกหว่านเงิน แล้วเน้นแม่นยำ
ถึงแม้ยุคนี้จะเป็นยุคของ AI แต่เราก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า Facebook ยังคงเป็นเครื่องมือสำคัญ ที่ทั้งโครงการบ้านและบริษัทรับสร้างบ้านใช้ในการทำการตลาด แม้ต้นทุนจะสูงขึ้นตามจำนวนคู่แข่งและกลุ่มลูกค้าที่หว่าน แต่ประสิทธิภาพของมันลดลงอย่างน่าใจหาย
การเข้าถึง (Reach) น้อยลง ค่าโฆษณาแพงขึ้น 2-3 เท่า แถมยังปิดการขายได้ยากขึ้น หากคุณยังใช้วิธี "Boost Post" แบบเดิมๆ บอกเลยว่าการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าคุณภาพจะทำได้ยากมาก! เรามาดูกันดีกว่าว่าเราสามารถหาทางแก้ อย่างไรได้บ้าง?
1. ใช้ Facebook Ad Library ส่องคู่แข่ง
ก่อนจะเสียเงินยิงแอด ลองเข้าไปที่ Facebook Ad Library แล้วพิมพ์ชื่อเพจคู่แข่งดู คุณจะเห็นเลยว่าเขากำลังยิงโฆษณากี่ตัว ใช้รูปภาพแบบไหน คอนเทนต์อะไร ถ้าเห็นว่าเขายิงโฆษณาตัวไหนมานานๆ แสดงว่าตัวนั้น "เวิร์ค" เราสามารถนำไอเดียมาปรับใช้ได้โดยไม่ต้องลองผิดลองถูกเอง
2. เก็บ Data เพื่อทำ Retargeting
ปัจจุบัน Facebook ได้เปลี่ยน Algorithm ทำให้การเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายโดยตรงยากขึ้น ต้องใช้งบประมาณสูงและใช้กลยุทธ์ที่ซับซ้อน เช่น การทำแคมเปญหลักร้อยชุด (หลักร้อย Ads Set) เพื่อสร้างฐานลูกค้าและทำ Retargeting
การยิงแอดหาคนใหม่ตลอดเวลาคือการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ สิ่งที่ต้องทำคือการเก็บ "ฐานลูกค้า" จากโฆษณาเก่า เช่น
- Video Views : สร้างคอนเทนต์วิดีโอรีวิวบ้าน แล้วเก็บข้อมูลคนที่ดูเกิน 30 วินาที หรือ 50% ของคลิป คนกลุ่มนี้คือคนที่มีความสนใจจริงๆ
- Lead Generation: ยิงแอดแบบ Lead Form เพื่อเก็บชื่อและเบอร์โทรศัพท์ โดยอาจจะมีสิ่งแลกเปลี่ยน เช่น "ลงทะเบียนรับสิทธิพิเศษ" หรือ "ปรึกษาสินเชื่อ ฟรี"
- เมื่อได้ข้อมูลมาแล้ว ค่อยยิงโฆษณาซ้ำ (Retargeting) ไปหาคนกลุ่มนี้ จะช่วยลดค่าโฆษณาและเพิ่มโอกาสปิดการขายได้มหาศาล
- โดยหากงบประมาณไม่สูงมาก ไม่ควรเน้นการยิงแอดเพื่อหา Lead โดยตรง ควรกลับไปเน้นการทำข้อมูลให้ดีบนเว็บไซต์ Marketplace ฟรีต่างๆ หรือบนแพลตฟอร์มที่ AI แนะนำ จะช่วยทำให้ได้กลุ่มลูกค้าคุณภาพโดยไม่ต้องลงทุนสูง
3. ย้ายฐานสู่ Marketplace
เมื่อ Facebook เริ่มเอาแน่เอานอนไม่ได้ การมีบ้านของตัวเองบน Marketplace หรือเว็บไซต์อสังหาฯ จึงสำคัญมาก เพราะลูกค้าที่เข้ามาในเว็บเหล่านี้ มีความตั้งใจจะซื้อ (Intent) สูงกว่าคนที่เล่น Facebook ไปวันๆ
สำหรับในพื้นที่บุรีรัมย์และสุรินทร์ การนำข้อมูลโครงการมาลงในแพลตฟอร์มท้องถิ่นอย่าง "น่าอยู่" จะช่วยในเรื่องของ SEO ได้ดีมาก เพราะเมื่อลูกค้าค้นหาคำว่า บ้านบุรีรัมย์ ใน Google เว็บไซต์เหล่านี้มักจะติดอันดับต้นๆ ซึ่งจะพา Traffic มาสู่โครงการของคุณได้โดยอัตโนมัติ
เคล็ดลับปรับหน้าร้านออนไลน์ให้ "ปิดการขาย" ได้จริง
ไม่ว่าคุณจะพาคนเข้ามาดูข้อมูลได้มากแค่ไหน แต่ถ้า "ใบประกาศ" ไม่น่าสนใจ ลูกค้าก็กดออกทันที และนี่คือเทคนิคปรับหน้าร้านรับ เทรนด์อสังหาฯ 2569 ที่จะช่วยเรียกลูกค้าเข้าชมใบประกาศได้มากขึ้น
1. รูปปก (Cover Image) คือมงกุฎของแบรนด์
จากการทดสอบ A/B Testing พบว่าแค่เปลี่ยนรูปปก ยอดคลิกและยอดลงทะเบียนเพิ่มขึ้นถึง 5-7 เท่า!
- Do: ใช้รูปที่สวยที่สุด มุมกว้าง เห็นตัวบ้านชัดเจน แสงสวย ฟ้าใส หรือรูปบรรยากาศภายในที่ดูอบอุ่น น่าอยู่
- Don't: รูปถ่ายติดเสาไฟ รูปมืดๆ รูปที่มีตัวหนังสือรกๆ หรือรูปแปลนบ้านที่เป็นลายเส้นดูยาก ไม่มีจุดโฟกัส
2. 7-8 รูปแรก สำคัญที่สุด
เนื่องจากบน ใบประกาศ สามารถใส่รูปได้ถึง 20 รูป พฤติกรรมคนจะใช้นิ้วปัดดูรูปไปเรื่อยๆ ประมาณ 7-8 ครั้ง ถ้าใน 8 รูปแรกยังไม่โดนใจ เขาจะหยุดดูทันที ดังนั้น ให้คัดรูปไฮไลท์มาไว้ข้างหน้า เช่น หน้าบ้าน ห้องรับแขก ห้องนอนใหญ่ ห้องครัว อย่าเพิ่งเอารูปห้องน้ำหรือระเบียงหลังบ้านมาไว้รูปแรกๆ หรือควรเลือกเฉพาะรูปที ดูน่าสนใจ เห็นฟังก์ชัน ตอบโจทย์ลูกค้าได้จริง
3. Call to Action ต้องชัด
อย่าแค่ลงรูปแล้วจบ ต้องมีปุ่มกระตุ้นให้เกิดการกระทำ เช่น
- "ประเมินวงเงินกู้เบื้องต้น คลิก!" (ฟีเจอร์นี้ได้รับความนิยมมาก เพราะลูกค้าอยากรู้ว่าตัวเองกู้ได้เท่าไหร่)
- "ลงทะเบียนจองสิทธิ์โปรโมชั่น"
- ปุ่มแอดไลน์ หรือโทรออก ต้องกดง่าย ไม่ซับซ้อน
4. ใส่คีย์เวิร์ดให้ AI อ่านรู้เรื่อง
และสิ่งที่สำคัญที่สุด ในรายละเอียดโครงการ อย่าเขียนสั้นๆ แค่ "ขายบ้าน 3 นอน 2 น้ำ" แต่ให้เขียนบรรยายให้เห็นภาพ และใส่คีย์เวิร์ดที่คน (และ AI) ชอบค้นหา เช่น "บ้านสไตล์มินิมอล", "บ้านใกล้สนามบิน", "เหมาะสำหรับครอบครัวเริ่มต้น", "วัสดุเกรดพรีเมียม" เพื่อให้ การใช้ AI ของลูกค้า นำพามาเจอโครงการเรา
บทสรุป : ภาพรวม เทรนด์อสังหาฯ 2569
ปี 2569 จะเป็นปีแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่อีกครั้งของวงการอสังหาริมทรัพย์ ใครที่เริ่มวางแผนจะทำโครงการบ้านบุรีรัมย์ หรือบริษัทรับสร้างบ้านที่เริ่มจริงจังกับการสร้างแบรนด์ ควรพิจารณา ก้าวข้ามจากการพึ่งพา Facebook เพียงอย่างเดียว ไปสู่การกระจายความเสี่ยงในหลายแพลตฟอร์ม ทั้งเว็บไซต์ Marketplace และการทำ SEO เพื่อดักจับลูกค้าจาก Google
และที่สำคัญที่สุดคือการเตรียมพร้อมรับมือกับ เทรนด์อสังหาฯ 2569 ที่ การใช้ AI จะกลายเป็นผู้ช่วยส่วนตัวของลูกค้าในการเลือกบ้าน การปรับตัวในวันนี้ ไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นทางรอด ใครที่เริ่มเก็บ Data ลูกค้าก่อน ใครที่เริ่มปรับปรุงข้อมูลบนโลกออนไลน์ให้ AI เข้าใจได้ก่อน คนนั้นคือผู้ชนะในตลาดที่การแข่งขันสูงขึ้น
หวังว่าข้อมูลจาก Workshop นี้จะเป็นประโยชน์ให้พี่ๆ เพื่อนๆ นำไปปรับกลยุทธ์ต้อนรับปีใหม่กันนะคะ และสำหรับใครที่มีข้อสงสัย หรือสนใจทำการตลาด สามารถปรึกษาน้องบุรีรัมย์น่าอยู่ ได้ที่ช่องทางด้านล่างนี้เลยค่า
FAQ คำถามที่พบบ่อย
Q: การตลาดออฟไลน์ เช่น ป้ายกองโจร หรือ รถแห่ ยังจำเป็นอยู่ไหมในปี 2569?
A: จำเป็นอยู่ค่ะ แต่ควรลดสัดส่วนงบประมาณเหลือ 20% เพื่อเน้นการสร้าง (Brand Presence) ให้คนในพื้นที่เห็นผ่านตา เวลาเขาไปค้นหาต่อในออนไลน์จะได้จำชื่อโครงการได้ แต่จะหวังผลลัพธ์ให้คนโทรมาจากป้ายอย่างเดียวเหมือนเมื่อก่อนอาจจะยากขึ้น
Q: ถ้าไม่มีงบจ้างทำเว็บไซต์ของตัวเอง จะทำยังไงให้ติด Google?
A: แนะนำให้ใช้บริการแพลตฟอร์ม Marketplace หรือเว็บไซต์รวมประกาศอสังหาฯ เพราะเว็บเหล่านี้มีโครงสร้าง SEO ที่แข็งแรงอยู่แล้ว การที่เราไปลงประกาศและอัปเดตข้อมูลบ่อยๆ ก็มีโอกาสสูงมากที่ประกาศของเราจะไปติดหน้าแรก Google ได้โดยไม่ต้องลงทุนทำเว็บเองหลักหมื่นหลักแสนค่ะ
Q: การใช้ AI ในการหาบ้าน แม่นยำแค่ไหน เชื่อถือได้จริงเหรอ?
A: ความแม่นยำขึ้นอยู่กับ "ข้อมูล" ที่ AI ไปดึงมา ถ้าโครงการของเราลงข้อมูลไว้ละเอียด ชัดเจน AI ก็จะแนะนำได้แม่นยำ แต่ถ้าข้อมูลเราน้อย หรือไม่อัปเดต AI ก็อาจจะข้ามโครงการเราไป หรือแนะนำข้อมูลผิดๆ ได้ ดังนั้นหน้าที่ของเราคือป้อนข้อมูลที่ถูกต้องลงในอินเทอร์เน็ตให้มากที่สุด
Q: ควรเน้นยิงแอดใน Facebook หรือ Tiktok มากกว่ากัน?
A: ขึ้นอยู่กับกลุ่มลูกค้าค่ะ ถ้าเป็นบ้านราคาไม่แพง หรือจับกลุ่มวัยรุ่น First Jobber แพลตฟอร์ม Tiktok กำลังมาแรงมาก แต่ถ้าเป็นบ้านระดับกลาง-บน Facebook ยังคงเป็นฐานใหญ่ แต่แนะนำว่าอย่าฝากความหวังไว้ที่แพลตฟอร์มใดแพลตฟอร์มหนึ่ง ควรทำควบคู่กันและดึงลูกค้าเข้ามาเก็บ Data ไว้ในระบบของเราเอง (เช่น Line OA หรือระบบ CRM) ดีที่สุด
Q: ทำไมถึงแนะนำให้ลดงบประมาณ Social Media แล้วไปเพิ่มที่ Marketplace?
A: ประสิทธิภาพในการหา Lead บน Social Media (โดยเฉพาะ Facebook) ลดลงอย่างมาก Cost Per Lead (CPL) สูงขึ้นถึง 2-3 เท่า ในขณะที่ลูกค้าจำนวนมากเปลี่ยนไปใช้ AI ในการ "สอบถาม" ข้อมูล ซึ่ง AI มักดึงข้อมูลจากเว็บไซต์ Marketplace ที่มีความครบถ้วนและเป็นแหล่งรวมข้อมูลมากกว่า การลงทุนกับการทำข้อมูลบนเว็บไซต์ให้ดีและสวยงามจึงเป็นกลยุทธ์ที่คุ้มค่ากว่าในการตาม เทรนด์อสังหาฯ 2569
Q: โครงการในบุรีรัมย์ควรเน้นการทำ Content ในเรื่องใดเป็นพิเศษ?
A:่้ ควรเน้นการทำ Content ที่เน้น Local SEO และ Brand Building เนื่องจากคำค้นหาที่ระบุ ชื่อแบรนด์ ยังมียอดต่ำเมื่อเทียบกับจังหวัดอื่น ซึ่งหมายถึงมีโอกาสในการสร้างการจดจำ นอกจากนี้ ควรเน้น Content ที่ ตอบโจทย์การสอบถามของ AI เช่น การสร้างบทความ "รีวิว" "เปรียบเทียบ" และ "คำแนะนำ" โครงการ พร้อมปรับปรุงรูปปกและข้อมูลในหน้าใบประกาศบน Marketplace ให้ดึงดูดที่สุด
บทความที่น่าสนใจ
- รู้ก่อนใคร! ส่องพิกัด 8 โครงการบ้านบุรีรัมย์ ราคาพรีเซล เปิดตัวใหม่ 2569
- ผ่อนถูกกว่าเช่า! 7 บ้าน ราคา ไม่ เกิน 2 ล้าน บุรีรัมย์ ผ่อนเริ่ม 4,xxx