คู่รักทุกท่านที่กำลังมองหาเรือนหอในฝัน! ยุคนี้การวางแผนชีวิตคู่เปลี่ยนไปมาก หลายคู่เลือกที่จะสร้างฐานะและซื้อทรัพย์สินร่วมกันก่อนที่จะตัดสินใจจดทะเบียนสมรสหรือจัดงานแต่งงาน ซึ่ง "บ้าน" มักจะเป็นเป้าหมายแรกเสมอ แต่ในความโรแมนติกนี้ก็มีความกังวลซ่อนอยู่ว่า กู้ร่วมกับแฟน ยังไม่แต่งงานได้จริงไหม?
วันนี้น้องบุรีรัมย์น่าอยู่สรุปทุกประเด็นที่คนมีคู่ต้องรู้มาให้แล้ว ตั้งแต่เทคนิคการกู้ให้ผ่าน ไปจนถึงข้อควรระวังที่หลายคู่มองข้าม เพื่อให้คุณและแฟนก้าวเข้าสู่บ้านหลังใหม่ได้อย่างมั่นใจ ไปติดตามกันเลยค่า!
เช็กให้ชัวร์! 3 ข้อควรรู้ก่อนตัดสินใจกู้ร่วมกับแฟน ฉบับยังไม่แต่งงาน
ก่อนจะเริ่มต้นยื่นเอกสารกับธนาคาร การทำความเข้าใจพื้นฐานการกู้ร่วมในขณะที่สถานะทางกฎหมายยังเป็น "บุคคลคนละคน" คือสิ่งสำคัญที่สุด เพราะการ กู้ร่วมกับแฟน ยังไม่แต่งงาน มีรายละเอียดที่ต่างจากคู่สมรสจดทะเบียน ทั้งในเรื่องสิทธิความเป็นเจ้าของ ภาระหนี้ผูกพัน และเงื่อนไขการอนุมัติที่ธนาคารใช้พิจารณา การเตรียมความพร้อมใน 3 ด้านนี้จะช่วยให้คุณบริหารจัดการความเสี่ยงและวางแผนการเงินได้อย่างยั่งยืน!

1. สถานะทางกฎหมายและการพิจารณาของธนาคาร
หลายคนกังวลว่าธนาคารจะมองว่าความสัมพันธ์ไม่มั่นคงหรือเปล่า แต่ความจริงแล้ว ธนาคารเปิดกว้างเรื่องนี้มากโดยหลักการแล้ว ธนาคารไม่ได้พิจารณา "สถานะความรัก" เป็นเกณฑ์ตัดสินใจหลัก แต่จะดู "ความสามารถในการชำระหนี้" ของผู้กู้แต่ละคนเป็นสำคัญ โดยสามารถ คำนวณ DSR ก่อนกู้ ซื้อบ้าน เพื่อดูความสามารถก่อนมีภาระก้อนใหญ่ได้
ดังนั้นคู่รักที่ยังไม่จดทะเบียนสมรส สามารถกู้ร่วมกันได้สบายมาก หากทั้งคู่มีรายได้มั่นคง มีประวัติการเงินดี และมีเอกสารยืนยันความสัมพันธ์ที่ชัดเจน เช่น ทะเบียนบ้านที่อยู่ด้วยกันมานาน, ภาพถ่ายงานแต่งงาน (กรณีจัดงานแต่ยังไม่จดทะเบียน), หรือแม้แต่การมีบุตรร่วมกัน
อย่างไรก็ตาม บางธนาคารอาจมีเกณฑ์พิจารณาที่เข้มงวดกว่าคู่สมรสจดทะเบียนเล็กน้อย โดยเฉพาะเรื่องสัดส่วนรายได้และการตรวจสอบเครดิตบูโร เพื่อป้องกันความเสี่ยงกรณีเลิกรากันในอนาคต
ส่วนกู้ร่วมกับแฟน ยังไม่แต่งงาน ต่างจากกู้ร่วมกับสามีภรรยาจดทะเบียนยังไง จุดต่างสำคัญอยู่ที่ "สถานะทางกฎหมาย"
- คู่สมรสจดทะเบียน: กฎหมายมองเป็น "บุคคลคนเดียวกัน" ในทางทรัพย์สิน บ้านที่ซื้อมาจะถือเป็น "สินสมรส" โดยอัตโนมัติ (แม้จะมีชื่อคนเดียวในโฉนด) ธนาคารมักให้วงเงินกู้และระยะเวลาผ่อนที่ยืดหยุ่นกว่า
- แฟน (ไม่จดทะเบียน): กฎหมายมองเป็น "บุคคลคนละคน" บ้านที่ซื้อถือเป็น "กรรมสิทธิ์รวม" ตามสัดส่วนที่ตกลงกัน (หรือตามชื่อในโฉนด) การพิจารณาสินเชื่ออาจต้องชี้แจงที่มาของรายได้และภาระหนี้ละเอียดกว่า
ส่วนในกรณีคู่ที่ตัดสินใจค้ำประกัน มีจุดต่างจากการกู้ร่วม ในด้านของผลลัพธ์สิทธิการเป็นเจ้าของ คือ
- ผู้กู้ร่วม: มีสถานะเป็นลูกหนี้ร่วม รับผิดชอบหนี้เต็มจำนวนเท่ากับผู้กู้หลัก และมีชื่อเป็นเจ้าของบ้านร่วมกันในโฉนด
- ผู้ค้ำประกัน: ไม่มีชื่อในโฉนดบ้าน (ไม่ได้เป็นเจ้าของ) แต่ถ้าผู้กู้หลักหนีหนี้ ผู้ค้ำต้องรับผิดชอบใช้หนี้แทนทั้งหมด
- คำแนะนำ: ถ้าร่วมกันผ่อน ควรเลือกเป็น "ผู้กู้ร่วม" เพื่อรักษาสิทธิ์ความเป็นเจ้าของบ้าน

2. เงื่อนไขการกู้ร่วมกับแฟน ยังไม่แต่งงาน ที่ธนาคารใช้พิจารณา
ก่อนตัดสินใจจูงมือกันเดินเข้าธนาคารเพื่อยื่นเอกสารกู้ร่วมกับแฟน ที่ยังไม่แต่งงาน การเตรียมความพร้อมเบื้องต้นเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยลดโอกาสการถูกปฏิเสธสินเชื่อ ลองเช็กความพร้อมของคู่คุณใน 3 เรื่องหลักที่ธนาคารใช้เป็นเกณฑ์พิจารณา เพื่อให้การกู้ผ่านฉลุย
1.รายได้รวมมีผลกับวงเงินกู้แค่ไหน
ธนาคารจะนำรายได้ของทั้งผู้กู้หลักและผู้กู้ร่วมมาคำนวณรวมกันเพื่อพิจารณาวงเงินกู้สูงสุด ยิ่งรายได้รวมสูง โอกาสที่จะได้รับอนุมัติวงเงินที่ต้องการก็ยิ่งมาก โดยรายได้ของแฟนจะเข้ามาช่วยลดอัตราส่วนหนี้สินต่อรายได้ (DSR) ทำให้ภาพรวมทางการเงินดูแข็งแรงขึ้น
แต่ในทางปฏิบัติ ธนาคารมักจะให้น้ำหนักความมั่นคงกับรายได้ของผู้กู้หลักเป็นตัวยืนพื้น ดังนั้นการเลือกคนที่มีฐานเงินเดือนแน่นและสม่ำเสมอเป็นผู้กู้หลักจึงมีชัยไปกว่าครึ่ง
2.อายุผู้กู้ร่วมและระยะเวลาผ่อน
ระยะเวลาในการผ่อนชำระสูงสุด (เช่น 30 หรือ 40 ปี) มักจะอิงตามอายุของผู้กู้ที่มีอายุน้อยกว่าเพื่อให้ได้ระยะเวลาผ่อนที่ยาวที่สุด แต่ในบางกรณีธนาคารอาจพิจารณาจากอายุของผู้ที่มีรายได้หลักเป็นเกณฑ์ หากแฟนของคุณมีอายุมากกว่ามาก อาจส่งผลให้ระยะเวลาผ่อนสั้นลงโดยอัตโนมัติ ซึ่งจะทำให้ค่างวดต่อเดือนสูงขึ้นตามไปด้วย ดังนั้นควรคำนวณอายุงานและวางแผนเลือกระยะเวลาผ่อนให้สอดคล้องกับความสามารถในการจ่ายจริงของทั้งคู่
3.เครดิตบูโรของแต่ละคน สำคัญแค่ไหน
ประวัติเครดิตบูโรคือด่านหินที่สุดของการกู้ร่วม เพราะธนาคารใช้หลักเกณฑ์ความเสี่ยงรวม หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีประวัติค้างชำระ ติด Blacklist หรือมีคะแนนเครดิตไม่ดี แม้อีกฝ่ายจะมีประวัติดีเยี่ยม ก็อาจทำให้ถูกปฏิเสธสินเชื่อทั้งคู่ หรือ โดนลดวงเงินกู้ลงได้ทันที เปรียบเสมือนปลาเน่าตัวเดียวเหม็นทั้งข้อง ดังนั้นก่อนยื่นกู้ ควรจูงมือกันไปเช็กเครดิตบูโรและเคลียร์หนี้คงค้างให้เรียบร้อยเพื่อความชัวร์

3. กู้ร่วมกับแฟน ยังไม่แต่งงาน ชื่อในโฉนดบ้าน ควรใส่ใครบ้าง?
เรื่องนี้ต้องคุยให้เคลียร์ก่อนวันโอนกรรมสิทธิ์ เพราะการกู้ร่วมกับแฟน ยังไม่แต่งงาน ชื่อในโฉนดคือเครื่องยืนยันความเป็นเจ้าของที่แท้จริงตามกฎหมาย ไม่ใช่ใครจ่ายเงินคนนั้นเป็นเจ้าของเสมอไป
- ใส่ชื่อผู้กู้หลักคนเดียวได้ไหม
สามารถทำได้เพื่อความสะดวกเวลาทำนิติกรรมจัดการบ้านในอนาคต แต่มีความเสี่ยงสูงสำหรับ "คนช่วยผ่อนแต่ไม่มีชื่อ" เพราะคุณจะไม่มีสิทธิ์ทางกฎหมายใดๆ ในบ้านหลังนี้เลย หากวันหนึ่งความสัมพันธ์จบลง การเรียกร้องสิทธิ์อาจทำได้ยากจนถึงขั้นสูญเงินฟรี - ใส่ชื่อทั้งสองคน ต้องระบุสัดส่วนยังไง ทางออกที่ดีที่สุดสำหรับคู่รักที่ยังไม่แต่งงานคือการ "ใส่ชื่อร่วม" และระบุสัดส่วนกรรมสิทธิ์หลังโฉนดให้ชัดเจนไปเลยว่าใครถือครองกี่เปอร์เซ็นต์ เช่น 50:50 สำหรับคู่ที่หารครึ่งทุกอย่าง หรือ 70:30 ตามยอดเงินดาวน์และเงินผ่อนจริง การระบุตัวเลขที่ชัดเจนจะช่วยตัดปัญหาดราม่าและง่ายต่อการแบ่งทรัพย์สินหากต้องแยกทางกันในอนาคต
ความเสี่ยงของการกู้ร่วมกับแฟน ยังไม่แต่งงาน ที่หลายคู่มองข้าม
ก่อนจรดปากกาเซ็นสัญญา ต้องยอมรับความจริงว่า "ความรักอาจมีวันหมดอายุ แต่หนี้ธนาคารไม่มีวันหมดอายุจนกว่าจะจ่ายครบ" ความเสี่ยงเหล่านี้คือสิ่งที่คุณต้องเตรียมรับมือก่อนตัดสินใจ กู้ร่วมกับแฟน ยังไม่แต่งงาน

1.แยกทางแต่ยังต้องผ่อนบ้านร่วมกัน
นี่คือฝันร้ายที่สุดของคนกู้ร่วม เพราะธนาคารไม่รับรู้เรื่องส่วนตัว ตราบใดที่สัญญายังอยู่ ทั้งคู่ยังคงมีสถานะเป็นลูกหนี้ร่วมที่ต้องรับผิดชอบหนี้ก้อนโตต่อไป หากตกลงกันไม่ได้ว่าจะขายหรือใครจะอยู่ต่อ บ้านอาจถูกปล่อยร้างจนโทรม หรือแย่ที่สุดคือถูกยึดขายทอดตลาดในราคาขาดทุน

2.กระทบเครดิตบูโรทั้งสองคน
เมื่อกู้ร่วม ชีวิตทางการเงินของคุณทั้งคู่จะถูกผูกติดกันทันที หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหยุดจ่ายหรือจ่ายล่าช้า ประวัติเสียจะโชว์หราในเครดิตบูโรของ ทั้งสองคน ซึ่งจะตัดอนาคตทางการเงินของอีกฝ่ายไปด้วย ไม่ว่าจะไปขอกู้ซื้อรถ ทำบัตรเครดิต หรือกู้บ้านหลังใหม่ ก็แทบจะปิดประตูตายทันที

3.ขายบ้านไม่ลงตัว
การขายบ้านที่มีชื่อร่วม ต้องได้รับลายเซ็นยินยอมจาก ทุกคน ที่มีชื่อในโฉนด หากฝ่ายหนึ่งอยากขายเพื่อจบปัญหา แต่อีกฝ่ายดื้อแพ่งไม่ยอมเซ็น หรือโก่งราคาค่าตอบแทน บ้านก็จะกลายเป็นทรัพย์สินที่ขายไม่ออก คาราคาซังและสร้างปัญหาเรื้อรังต่อไปไม่จบสิ้น

ทางเลือกอื่น หากยังไม่มั่นใจจะกู้ร่วม
ถ้าอ่านมาถึงตรงนี้แล้วรู้สึกว่า "ยังไม่พร้อมรับความเสี่ยง" ลองดูทางเลือกเหล่านี้ก่อนเริ่มจริงจังกับการ กู้ร่วมกับแฟน ยังไม่แต่งงาน
- กู้คนเดียว แต่แฟนช่วยผ่อน : ให้คนที่มีเครดิตดีที่สุดกู้คนเดียว เป็นเจ้าของคนเดียว แล้วทำสัญญาใจหรือสัญญากู้ยืมเงินกับแฟนเพื่อช่วยผ่อน (วิธีนี้เซฟเรื่องกรรมสิทธิ์ แต่เสี่ยงสำหรับคนช่วยผ่อน)
- รอจดทะเบียนสมรสก่อน : อดทนเก็บเงินดาวน์เพิ่มอีกนิด รอให้สถานะทางกฎหมายชัดเจน แล้วค่อยกู้ซื้อ จะได้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีและจัดการสินสมรสได้ง่ายกว่า
- ทำสัญญากู้ยืมเงินภายใน : หากแฟนช่วยออกเงินก้อนใหญ่ ให้ทำเป็นสัญญากู้ยืมเงินแทนการใส่ชื่อร่วม เพื่อให้มีหลักฐานการเงินที่ชัดเจน
บทสรุป: กู้บ้านร่วมกับแฟน ยังไม่จดทะเบียน ควรกู้ไหม?
การ กู้ร่วมกับแฟน ยังไม่แต่งงาน "ทำได้จริงและไม่ยากอย่างที่คิด" เพียงแต่ต้องอาศัยความเชื่อใจ ความซื่อสัตย์ และการวางแผนที่รอบคอบมากกว่าปกติ
หัวใจสำคัญคือ "ความชัดเจน" ทั้งเรื่องเงินและเอกสาร คุยกันให้จบก่อนเซ็นสัญญาว่าใครจ่ายอะไร ใส่ชื่อใครในโฉนด และถ้าเลิกกันจะจัดการบ้านยังไง หากเคลียร์จบทุกประเด็น การกู้ร่วมก็เป็นทางลัดชั้นดีที่จะช่วยให้คนสองคนมีบ้านในฝันได้เร็วขึ้น แต่ถ้ายังมีความลังเลแม้แต่นิดเดียว การรอเวลาหรือเลือกทางเลือกอื่นอาจปลอดภัยกว่าในระยะยาว
สำหรับคู่รักคู่ไหนที่คุยกันลงตัวแล้ว และกำลังมองหา "เรือนหอ" หรือบ้านหลังแรกในจังหวัดบุรีรัมย์ ลองแวะมาชมโครงการ บ้านบุรีรัมย์ ดูนะคะ เราคัดมาให้แล้วกับบ้านทำเลดี ฟังก์ชันครบ ตอบโจทย์การเริ่มต้นชีวิตคู่ ขอให้ทุกคู่มีความสุขกับการสร้างอนาคตร่วมกันนะคะ
FAQ คำถามที่พบบ่อยเรื่องกู้บ้านร่วมกับแฟน
Q: เลิกกันแล้วเอาชื่อแฟนออกจากสัญญากู้ได้ไหม?
A: ไม่ง่ายค่ะ ต้องทำเรื่อง "รีไฟแนนซ์" หรือ "ขอปลดภาระผู้กู้ร่วม" กับธนาคาร ซึ่งธนาคารจะประเมินรายได้ของผู้กู้ที่เหลืออยู่ใหม่ทั้งหมด ถ้าคนเดียวผ่อนไม่ไหวตามเกณฑ์ ธนาคารก็จะไม่ยอมให้ถอดชื่อออกค่ะ
Q: รีไฟแนนซ์ แยกกู้ภายหลังได้หรือไม่?
A: ทำได้ค่ะ หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีรายได้มากพอที่จะผ่อนคนเดียวไหว ก็สามารถยื่นเรื่องรีไฟแนนซ์ไปธนาคารใหม่ในชื่อคนเดียวได้เลย แต่ต้องเสียค่าธรรมเนียมและค่าจดจำนองใหม่
Q: กู้ร่วมกับแฟน ยังไม่แต่งงาน แล้วซื้อบ้านหลังที่สองได้ไหม?
A: ได้ค่ะ แต่จะยากขึ้น เพราะธนาคารจะมองว่าเรามี "ภาระหนี้เต็มจำนวน" จากบ้านหลังแรกแล้ว (แม้จะหารสองช่วยกันผ่อนก็ตาม) ทำให้วงเงินกู้บ้านหลังที่สองอาจลดลง หรือต้องวางเงินดาวน์สูงขึ้นตามมาตรการ LTV
Q: ถ้าแฟนตาย บ้านจะเป็นของใคร?
A: หากไม่ได้ทำพินัยกรรมไว้ ส่วนของแฟนในบ้านหลังนี้จะตกเป็นของ "ทายาทตามกฎหมาย" ของเขา (เช่น พ่อแม่ หรือลูกติด) ไม่ได้ตกเป็นของเราโดยอัตโนมัตินะคะ เราอาจต้องกลายเป็นเจ้าของบ้านร่วมกับแม่แฟนแทน ดังนั้นการทำพินัยกรรมไว้จึงสำคัญมากสำหรับคู่ที่ไม่จดทะเบียนค่ะ
บทความที่น่าสนใจ
- บ้านมือหนึ่ง vs มือสอง หนี้ก้อนใหญ่ทั้งที เลือกแบบ ไหนคุ้มกว่ากัน?
- ไม่มีสลิปเงินเดือนก็กู้ได้! ทริคกู้บ้าน‘อาชีพอิสระ/ค้าขาย’ ให้ผ่านฉลุย
- มีงบเดือนละ 4,500 เช่าหรือซื้อบ้านดี? เทียบชัดๆ เลือกทางไหนคุ้มกว่ากัน